วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561

Chaiseri ไทยเปิดตัวรถหุ้มเกราะล้อยาง First Win รุ่นปราบจลาจล และมาเลเซียพร้อมนำ Deftech AV4 เข้าประจำการ

Chaiseri from Thailand presents its First Win anti-riot vehicle at DSA 2018
Chaiseri First Win anti-riot vehicle at DSA 2018, the International Defense and Security Exhibition in Malaysia. (Picture source Army Recognition)
http://www.armyrecognition.com/dsa_2018_news_official_show_daily/chaiseri_from_thailand_presents_its_first_win_anti-riot_vehicle_at_dsa_2018.html

Deftech AV4 Lipan Bara 4x4 armored ready to be used by Malaysian army 
Deftech AV4 Lipan Bara 4x4 armoured vehicle at DSA 2018, the International Defense and Security Exhibition in Malaysia (Picture source Army Recognition)
https://armyrecognition.com/dsa_2018_news_official_show_daily/deftech_av4_lipan_bara_4x4_armored_ready_to_be_used_by_malaysian_army.html

ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defence Services Asia 2018(DSA 2018) ที่ Kuala Lumpur มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 16-19 เมษายนนี้
บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ประเทศไทยได้เปิดตัวรถหุ้มเกราะล้อยางป้องกันทุ่นระเบิด(MRAP: Mine-Resistant Ambush Protected) First Win I 4x4 รุ่นปราบจลาจล(Anti-Riot) เป็นครั้งแรก

First Win 4x4 เป็นรถหุ้มเกราะล้อยางระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ออกแบบและผลิตโดยบริษัท Chaiseri ประเทศไทย
โดยรถหุ้มเกราะล้อยาง First Win รุ่นแรกได้เปิดตัวในระดับนานาชาติครั้งแรกในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ IDEX 2011 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2011

รถเกราะล้อยาง First Win 4x4 รุ่นสำหรับตำรวจและหน่วยงานรักษากฏหมายและความมั่นคงนี้มีพื้นฐานจากรถรุ่น First Win I โดยสามารถบรรทุกกำลังได้ ๙นาย ประกอบด้วย ผู้บังคับการรถ, พลขับ, พลยิง และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก ๖นาย
ตัวรถมีเกราะป้องกันกระสุนปืนเล็กในระดับมาตรฐาน NATO STANAG Level 1(กระสุน 5.56x45mm 7.62x51mm ball) และป้องกันทุ่นระเบิดได้ในระดับ STANAG Level 2b/2a(ระเบิด 6kg)

หลังคาของรถเกราะล้อยาง First Win I 4x4 สามารถติดตั้งป้อมปืน Remote(RWS: Remote Weapons Station) ซึ่งสามารถติดตั้งอาวุธได้ถึงระดับปืนกลหนักขนาด 12.7mm
โดยในงานแสดงก่อนหน้านี้รถหุ้มเกราะล้อยาง First Win I ได้ติดตั้งป้อมปืน Remote พร้อมปืนกลหนัก M2 .50cal(http://aagth1.blogspot.com/2017/11/chaiseri-first-win-ii-condor-asean.html)

ตัวถังรถช่วงล่างของรถเกราะล้อยางตระกูล First Win 4x4 เป็นทรง V-shaped เดี่ยว โดยมีส่วนห้องเครื่องยนต์ด้านหน้าตัวรถ สถานีพลประจำรถอยู่ตรงกลาง และส่วนบรรทุกกำลังพลอยู่ด้านหลัง
ส่วนระบบขับเคลื่อนของรถมีเกราะป้องกันแบบเต็มรูปแบบจากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนและโจมตีด้วยทุ่นระเบิด มีประตูด้านข้างซ้ายขวารวมสองประตู และประตูด้านหลังรถหนึ่งประตู พร้อมช่องยิงอาวุธจากภายในรถรอบคัน 11ช่องยิง

อุปกรณ์ประจำรถมาตรฐานของรถหุ้มเกราะล้อยาง Chaiseri First Win ประกอบด้วยชุดเคลื่อนย้าย RTC60, ระบบห้ามล้อ ABS(Anti-Lock Braking System), ยางล้อรถแบบอุดรอยรั่วได้เองและวิ่งต่อได้ระยะหนึ่งเมื่อยางแบน
รถเกราะ First Win ยังมีกล่องเก็บสัมภาระในข้างตัวรถทั้งสองด้าน และถังเชื้อเพลิงสำรองแบบ Jerrycan 1-2ใบด้านท้ายรถ มีรอกกว้านดึงตนเองที่กันชนด้านหน้ารถ และมีไฟฉายแสงขาวบนหลังคารถเหนือส่วนบรรทุกกำลังพล

First Win 4x4 ได้รับการสั่งจัดหาโดยหลายหน่วยงานความมั่นคงของไทย เช่น First Win II ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กอ.รมน. สั่งจัดหา ๑๓คัน และส่งให้นาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย(Royal Thai Marine Corps, Royal Thai Navy) ทดลองใช้ในปี 2017
รวมทั้งกองทัพบกไทย(Royal Thai Army), สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย(Royal Thai Police), กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมราชทัณฑ์(http://aagth1.blogspot.com/2017/06/chaiseri-first-win-2.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/07/hmv-150-first-win-ii.html)

รวมถึงยังมีการพัฒนา First Win 4x4 Left Hand Drive สำหรับส่งออกให้กับกองทัพบกฟิลิปปินส์(Philippine Army) ไปใช้งานแล้วด้วย
First Win 4x4 ยังได้รับการส่งออกให้กับกองทัพบกมาเลเซีย(Malaysian Army)โดยการการถ่ายทอด Technology พร้อมสิทธิบัตรการผลิตให้กับ DEFTECH(DRB-HICOM Defence Technologies Sdn. Bhd) มาเลเซียในชื่อรถหุ้มเกราะล้อยาง AV4 Lipan Bara 4x4

โดยรถหุ้มเกราะล้อยาง Deftech AV4 Lipan Bara 4x4 ได้พร้อมที่จะถูกใช้งานโดยกองทัพบกมาเลเซีย ตามที่ Deftech มาเลเซียได้รับสัญญาจัดหา AV4 จำนวน 20คันเมื่อเดือนเมษายนปี 2016
AV4 Lipan Bara 4x4 มาเลเซียเป็นรถรุ่นที่มีการปรับปรุงจาก First Win 4x4 ไทยตามความต้องการกองทัพบกมาเลเซีย โดยมีอาวุธเป็นป้อมปืนแบบมีพลประจำป้อม 1นายติดปืนกล Gatling 7.62mm

AV4 Lipan Bara 4x4  ตัวรถมีเกราะป้องกันกระสุนปืนเล็กในระดับมาตรฐาน NATO STANAG 4569 Level 2(กระสุนเจาะเกราะเพลิง 7.62x39mm API BZ ball ที่ระยะ 30m)
และป้องกันทุ่นระเบิดได้ในระดับ STANAG Level 3B(ระเบิด 8kg) ใต้ตัวรถด้านล่าง และป้องกันทุ่นระเบิดได้ในระดับ STANAG Level 4A(ระเบิด 10kg) สำหรับทุกล้อทั้งสี่

รถหุ้มเกราะล้อยาง AV4 Lipan Bara ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล Cummins กำลัง 300HP สหรัฐฯ ทำความเร็วรอบได้ 2,350rpm พร้อมระบบส่งกำลังอัตโนมัติ Allison 3000SP ทำความเร็วได้สูงสุด 110km/h พิสัยทำการไกลสุด 600km
มีความสูงจากพื้นรถ 400mm ไต่ทางลาดชันได้ 60% ไต่ทางลาดเอียดได้ 40% ข้ามเครื่องกีดขวางสูงได้ 0.5m และข้ามคูกว้างได้ 0.9m  และข้ามน้ำได้ลึก 1m ครับ

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

รัสเซียจะสร้างเรือฟริเกตชั้น Project 11356 และเสนอเครื่องบินลำเลียงเบา IL-112V แก่อินเดีย

Russia to sign contract with India on building Project 11356 frigates — source
The first two frigates will be built at Russia’s Yantar Shipyard on the Baltic coast and the other two at an Indian shipyard, according to the source
http://tass.com/defense/1000239

Russia offers Il-112V to India
An artist's impression of the Il-112V that Russia is offering to India. (Ilyushin)
http://www.janes.com/article/79221/russia-offers-il-112v-to-india


Ilyushin IL-112V in Production at Voronezh Aircraft Factory.

รัสเซียและอินเดียได้กำหนดจะลงนามสัญญาการจัดสร้างเรือฟริเกตชั้น Project 11356 จำนวน 4ลำภายใต้ "ข้อกำหนด 2+2" เดือนมิถุนายน 2018 นี้ ตามที่แหล่งข่าวในแวดวงการทูตและการทหารกล่าวกับ TASS เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา
"ในเดือนมิถุนายน ชุดสัญญาคาดว่าจะได้รับการลงนามกับอินเดียในการสน้างเรือฟริเกต Project 11356 จำนวน 4ลำ" แหล่งข่าวกล่าว

โดยแหล่งข่าวเสริมว่าเอกสารกำหนดข้อตกลงการสร้างเรือฟริเกต "ภายใต้สูตร 2+2" นั้น เรือสองลำแรกจะสร้างที่อู่เรือ Yantar ในฝั่งทะเล Baltic รัสเซีย และอีกสองลำหลังจากที่อู่เรือของอินเดีย
อย่างไรก็ตามกองบริการสหพันธรัฐเพื่อความร่วมมือด้านทหารและเทคนิค และ Rosoboronexport หน่วยงานจัดการด้านการส่งออกอาวุธของรัฐบาลรัสเซียได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลนี้ต่อ TASS

ตามที่แหล่งข่าวได้เน้นว่าตัวเรือของเรือฟริเกตชั้น Project 11356 ได้มีการสร้างอยู่แล้วที่อู่เรือ Yantar จะไม่ถูกนำมาใช้ในสัญญาจัดหากับอินเดีย และ"เรือรบที่สั่งจัดหาจะเป็นเรือที่สร้างใหม่หมดทั้งลำ"
แหล่งไม่ได้ให้รายละเอียดว่ากรอบระยะเวลานานเท่าใดที่คาดว่าสัญญาจะเสร็จสิ้น และยังปฏิเสธที่จะระบุถึงว่าระบบขับเคลื่อนแบบแบบใดจะถูกติดตั้งกับเรือฟริเกตของอินเดีย

ซึ่งระบบขับเคลื่อนของเรือฟริเกตชั้น Project 11356 อินเดียเป็นได้ทั้งเครื่องยนต์ที่พัฒนาโดย Saturn รัสเซีย หรือินเดียจะสั้่งจัดหาเครื่องยนต์จาก Zorya-Mashproekt ยูเครน
(เครื่องยนต์ยูเครนนั้นเดิมที่จะใช้กับเรือชั้นนี้ แต่ผลจากการที่รัสเซียผนวก Crimea และแทรกแซงสงครามใน Donbass ยูเครนตั้งแต่ปี 2014 ทำให้รัสเซีย-ยูเครนตัดความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างกัน ส่งผลให้รัสเซียต้องพัฒนาเครื่องยนต์เองเพื่อใช้กับเรือ)

โดยอินเดียจะสร้างเรือฟริเกตชั้น Project 11356 ของตนที่อู่เรือ Goa Shipyard Limited(GSL) ซึ่งได้ร่วมงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ DefExpo India 2018 ที่ Chennai อินเดียระหว่างวันที่ 11-14 เมษายนที่ผ่านมา(
สื่อโฆษณา GSL อินเดียได้ระบุว่าการเริ่มก่อสร้างเรือฟริเกตนั้นคาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงกลางปี 2020 โดยก่อนหน้านี้รัสเซียได้เคยสร้างเรือฟริเกตชั้น Talwar(Project 11356) จำนวน 6ลำแก่กองทัพเรืออินเดีย(Indian Navy) มาแล้ว

การเจรจาสัญญาระหว่างรัสเซีย-อินเดียสำหรับการจัดหาเรือฟริเกตชั้น Project 11356 กำลังดำเนินการอยู่ Viktor Kladov ผู้อำนวยการด้านความร่วมมือนานาชาติและนโยบายภูมิภาคของ ROSTEC กลุ่มรัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซียกล่าวก่อนหน้าว่า
สัญญาที่วางแผนไว้จะดำเนิภายใต้สูตร 2+2 ซึ่งเรือฟริเกตสองลำแรกจะสร้างในรัสเซียและส่งมอบแก่อินเดียเมื่อสร้างเสร็จพร้อม ขณะที่เรือฟริเกตอีกสองลำจะสร้างในอู่เรือของอินเดียอู่หนึ่ง(http://aagth1.blogspot.com/2017/07/project-20385-project-11356.html)

เรือฟริเกตชั้น Project 11356 ที่เข้าประจำการในกองทัพเรือรัสเซีย(Russian Navy)แล้วก่อนหน้า 3ลำคือ Admiral Grigorovich, Admiral Essen และ Admiral Makarov ที่ประจำการในกองเรือทะเล(Black Sea Fleet) นั้น
ยังมีตัวเรืออีก 3ลำคือ Admiral Butakov, Admiral Istomin และ Admiral Kornilov ที่ถูกคาดการณ์ก่อนหน้าว่าจะถูกสร้างต่อให้เสร็จสำหรับขายให้อินเดีย(http://aagth1.blogspot.com/2016/03/project-11356-3.html)

อย่างไรก็ตามรองผู้บัญชากการกองทัพเรือรัสเซีย พลเรือโท Viktor Bursuk ได้กล่าภายหลังว่าเรือฟริเกตชั้น Project 11356 3ลำหลังเหล่านี้จะถูกสร้างตามความต้องการเพื่อกองทัพเรือรัสเซีย
ทั้งนี้เรือฟริเกตชั้น Project 11356 มีระวางขับน้ำประมาณ 4,000tons ทำความเร็วได้สูงสุด 30knots และมีระยะเวลาปฏิบัติการนาน 30วัน

รัสเซียเสนอเครื่องบินลำเลียงเบาทางยุทธวิธีสองเครื่องยนต์ใบพัด Ilyushin IL-112V แก่กองทัพอากาศอินเดีย(Indian Air Force) เพื่อเติมเต็มความต้องการโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง MTA(Medium Transport Aircraft)
Ilyushin รัสเซียได้กล่าวเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมาว่า ข้อเสนอได้รับการร่างขึ้นโดยรัสเซียสำหรับการขายเครื่องบินลำเลียง IL-112V แก่อินเดียเพื่อทดแทนฝูงเครื่องบินลำเลียง Avro 748M ที่มีอายุการใช้งานมานาน

ทางอินเดียยังไม่มีการให้ความเห็นใดๆอย่างทางการต่อข้อเสนอของรัสเซียในขณะนี้ โดยโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงใหม่ MTA นี้เป็นคนละโครงการกับโครงการพัฒนาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีสองเครื่องยนต์ไอพ่น IL-214 MTA(Multirole Transport Aircraft) ที่มีชื่อย่อเดียวกัน
โดยโครงการเครื่องบินลำเลียง Multirole Transport Aircraft ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2013 นั้น Ilyushin รัสเซียได้ยุติความร่วมมือกับ Hindustan Aeronautics Limited(HAL) อินเดียในปี 2016 ซึ่งรัสเซียจะดำเนินการพัฒนาเครื่องบินลำเลียงไอพ่น IL-214 ต่อด้วยตนเอง(http://aagth1.blogspot.com/2016/01/su-35s-il-214-il-76md-90.html)

ในเดือนพฤษภาคม 2015 กลุ่มอุตสาหกรรมร่วม Tata-Airbus อินเดีย-ยุโรปได้ถูกเลือกเพื่อการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางสองเครื่องยนต์ใบพัด Airbus C295 จำนวน 56เครื่องเพื่อทดแทน Avro 748M แต่ยังไม่มีการลงนามสัญญาจริง
ในเดือนมีนาคม 2017 Jane's ได้รายงานว่ากระทรวงกลาโหมอินเดียกำลังเตรียมการเริ่มต้นการเจรจาสำหรับการจัดหา 'ในระยะเวลาอันสั้น' เพื่อที่จะมีการลงนามสัญญาได้ภายในปีงบประมาณ 2018

ในกรอบข้อเสนอล่าสุดของรัสเซีย IL-112V ได้ถูกเลือกโดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียตั้งแต่ปี 2003  เพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียง Antonov An-26(NATO กำหนดรหัส Curl) ที่ประจำการมาตั้งแต่สมัยอดีตสหภาพโซเวีย
โดยจะมีการสร้างเครื่องบินลำเลียง IL-112V มากกว่า 100เครื่องเพื่อเข้าประจำการในกองทัพอากาศรัสเซีย(Russian Aerospace Force)

อย่างไรก็ตามรัสเซียได้เคยระงับโครงการพัฒนาเครื่องบินลำเลียง IL-112V เพราะเหตุผลด้าน 'ข้อบกพร่องในการออกแบบ' และ 'ขาดความน่าสนใจ' โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ระงับงบประมาณโครงการ IL-112V ในเดือนพฤษภาคม 2010
ซึ่งกระทรวงกลาโหมรัสเซียในขณะนั้นได้เลือกที่จะจัดหาเครื่องบินลำเลียงเบา Antonov An-140T ยูเครนซึ่งเป็นรุ่นลำเลียงทางยุทธวิธีของเครื่องบินโดยสายสองเครื่องยนต์ใบพัด An-140 ยูเครน

แต่ทว่าผลจากการตัดความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างรัสเซียและยูเครน หลังจากที่รัสเซียเข้าผนวก Crimea และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธทำสงครามต่อกองกำลังความมั่นคงยูเครนในภาค Donbass ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา
ทำให้รัสเซียยกเลิกการจัดหาเครื่องบินลำเลียง An-140 ทุกรุ่นเพิ่มเติม และกระทรวงกลาโหมรัสเซียได้กลับมาให้งบประมาณโครงการเครื่องบินลำเลียง IL-112V อีกครั้งในปี 2014

ในปี 2017 ที่ผ่านมามีรายงานว่ามีการลงนามสัญญาจัดหาแล้วก่อนสิ้นปี 2017 แต่ตามข้อมูลจาก Jane’s All the World’s Aircraft: Development & Production นั้นยังไม่มีการลงนามสัญญาจัดหาและวันที่ประกาศสัญญาแต่อย่างใด
ทั้งนี้เครื่องบินลำเลียง IL-112V เครื่องต้นแบบชุดแรกกำลังถูกสร้างที่โรงงานอากาศยาน Voronezh ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของ Moscow 400km และมีกำหนดการทำการบินครั้งแรกภายในปี 2018 นี้(http://aagth1.blogspot.com/2017/06/ilyushin-il-112v-2018.html)

IL-112V เป็นเครื่องบินลำเลียงสองเครื่องยนต์ใบพัดทางยุทธวิธีขนาดเบาซึ่งมีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 5tons ทำความเร็วเดินทางได้ที่ 550km/h มีพิสัยทำการ 1,200km สามารถทำการบินได้จากสนามบินที่ไม่มีการเตรียมการทั้งแบบทางวิ่งปูคอนกรีตและดินอัด
IL-112 มีแผนที่จะสร้างสองรุ่นคือ IL-112T รุ่นพลเรือน และ IL-112V รุ่นใช้งานทางทหาร มีรายงานก่อนหน้าว่ากระทรวงกลาโหมรัสเซียต้องการสั่งจัดหา IL-112 จำนวน 62เครื่องครับ

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

ปากีสถานกำลังเจรจาขั้นต้นกับมาเลเซียในการขายเครื่องบินขับไล่ JF-17

DSA 2018: Pakistan in ‘primary level’ talks with Malaysia on JF-17
Pakistan is in preliminary discussions with Malaysia about the potential sale of the JF-17 Thunder seen here in Pakistani colours. Source: IHS Markit/Patrick Allen
http://www.janes.com/article/79282/dsa-2018-pakistan-in-primary-level-talks-with-malaysia-on-jf-17

ปากีสถานและมาเลเซียกำลังอยู่ระหว่างการหารือขั้นต้นเกี่ยวกับความเป็นได้ในส่งออกเครื่องบินขับไล่ JF-17 Thunder ที่พัฒนาโดย Pakistan Aeronautical Complex(PAC) ปากีสถาน และ Chengdu Aircraft Industry Corporation(CAC) สาธารณรัฐประชาชนจีน
ตามที่เจ้าหน้าที่ของ PAC ปากีสถานยืนยันกับ Jane's ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defence Services Asia 2018(DSA 2018) ที่ Kuala Lumpur มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 16-19 เมษายนนี้

เจ้าหน้าที่ของ PAC ปากีสถานผู้ซึ่งไม่ต้องการให้ระบุตัวตนกล่าวว่า รัฐบาลของทั้งสองประเทศได้มีการ 'พูดคุยในระดับขั้นต้น' เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินไล่ไอพ่นเครื่องยนต์เดียว JF-17
ในรูปแบบการสั่งจัดหาที่ตรงตามความต้องการของกองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia)

"เราได้ตระหนักถึงความต้องการที่เป็นไปได้ในมาเลเซียสำหรับเครื่องบินขับไล่ที่มีประสิทธิภาพต่อราคา มันไม่ได้มีการพูดคุยที่เคร่งเครียด
แต่ผ่านทางช่องทางรัฐบาลต่อรัฐบาลมันมีสิ่งที่เราสามารถอธิบายได้ว่าเป็นการพูดคุยในระดับขั้นต้นเกี่ยวกับโครงการ JF-17" เขากล่าว

ในการสนับสนุนความเป็นไปได้ในการขายสำหรับมาเลเซีย เจ้าหน้าที่กล่าวว่า PAC ปากีสถานมีความเต็มใจที่จะเข้าเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมของมาเลเซียผ่านทางการถ่ายทอด Technology
เพื่อจัดตั้งโรงงานทั้งการผลิตชิ้นส่วนประกอบหรือการซ่อมบำรุง(MRO: Maintenance, Repair and Overhaul) ในมาเลเซีย "แน่นอนข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมจะขึ้นกับการขายตามความต้องการของมาเลเซีย" เขากล่าว

มาเลเซียได้แสดงความสนใจในเครื่องบินขับไล่ JF-17 ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน Jane's ได้รายงานก่อนหน้านี้ว่าข้าราชการระดับสูงของมาเลเซียในปากีสถานได้กล่าวเมื่อเดือนธันวาคม 2015 ว่า
มาเลเซียกำลังพิจารณาการจัดซื้อ JF-17 และน่าจะมีการตัดสินใจใน "เร็วๆนี้" อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมารัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซียได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

กองทัพอากาศมาเลเซียมีความต้องการที่จะอุดช่องว่างที่เกิดความล่าช้าในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่สองเครื่องยนต์ใหม่ MRCA(Multirole Combat Aircraft) ซึ่งมีการประกาศมานานกว่า 10ปีก่อนแล้ว
โดยโครงการจัดหาเครื่องบินไล่ใหม่ MRCA ของกองทัพอากาศมาเลเซียได้ถูกระงับลงชั่วคราวเนื่องจากให้ความสำคัญต่อการจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลเพื่อรับมือภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้าย และการขาดแคลนงบประมาณ(http://aagth1.blogspot.com/2017/07/mrca.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/12/blog-post_22.html)

ทั้งนี้เครื่องบินขับไล่ JF-17 ได้ประสบความสำเร็จในการส่งออกแก่ลูกค้ารายแรกในกลุ่มประเทศ ASEAN คือกองทัพอากาศพม่า(Myanmar Air Force) โดยสั่งจัดหาจำนวน 16เครื่อง โดยเครื่องชุดแรกได้มีการสร้างเสร็จจากโรงงานและทดสอบการบินไปแล้ว
ซึ่งพม่ามีแผนที่จะดำเนินการประกอบสร้างเครื่องบินขับไล่ JF-17 ภายในพม่าโดยการถ่ายทอด Technology จากปากีสถานและจีนด้วยครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/02/jf-17.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/06/jf-17.html)

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561

กองทัพบกไทยรับมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ Skyguard 3 และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน Oerlikon GDF-007





RHEINMETALL Defence was delivered Oerlikon GDF-007 35mm twin cannon Anti-Aircraft Artillery with Skyguard 3 fire control radar to Royal Thai Army in late March 2018 .
Skyguard 3 and Oerlikon GDF-007 35mm Air Defence Systems was testing by Royal Thai Army Air Defense Command at Artillery Firing Range, Artillery Center, Fort Phaholyothin(Phahonyothin), Lopburi Province.

ผบ.นปอ.ร่วมงานวันสถาปนาหน่วยขึ้นตรง หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก พร้อมติดตามการฝึก ที่ ลพบุรี
พลโท สุรใจ จิตต์แจ้ง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก พร้อมคณะ เดินทางร่วมงาน วันคล้ายวันสถาปนา กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 3 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 
ซึ่งถือหน่วยขึ้นตรง หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก ในโอกาสครบรอบ 66 ปี ณ ที่ตั้งหน่วยภายในค่ายพหลโยธิน ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยมี พันโท ต่อพงษ์ สุวรรณรักษ์ ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 3 พร้อมคณะให้การตอนรับ
โดยพิธีสงฆ์ ยังได้รับเกียรติจาก พลโท พิทักษ์ จิตต์แจ้ง อดีตผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 3 คนที่ 10 เป็นประธานนำ ผู้บังคับบัญชา และกำลังพลของหน่วยร่วมประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล 
ตลอดจนเพื่ออุทิศส่วนกุศลฯ ให้แก่กำลังพลของหน่วยที่ได้เสียสละชีวิต และเลือดเนื้อในสมรภูมิรบต่างๆ เพื่อปกป้องอธิปไตร ของชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน
ทั้งนี้ พลโท สุรใจ จิตต์แจ้ง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก พร้อมคณะยังได้ถือโอกาสเดินทางลงพื้นที่ เพื่อติดตามการฝึกศึกษา การใช้อาวุธปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานแบบใหม่ ของกำลังพล หน่วยขึ้นตรงหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก 
ซึ่งเป็นอาวุธปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานลำกล้องคู่ แบบ GDF 007 และเรด้าตรวจจับอากาศยาน ที่ ทันสมัย ซึ่งเตรียมนำเข้าใช้งานในกองทัพบก อีกด้วย
https://www.facebook.com/dailysunday.news/posts/2081743975176353

จากชุดภาพล่าสุดกองทัพบกไทยได้รับมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานลากจูง Oerlikon GDF-007 35mm แฝดสอง และ Radar ควบคุมการยิง Skyguard 3 จากบริษัท Rheinmetall Defence เยอรมนี-สวิตเซอร์แลนด์ แล้ว
ที่มีรายงานว่า Fire Control Radar แบบ Skyguard 3 จำนวน ๔ระบบ และ ปตอ.ลากจูง Oerlikon GDF-007 35mm จำนวน ๘กระบอก ได้ถูกส่งมอบมาถึงไทยพร้อมเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคของบริษัท Rheinmetall ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ที่ผ่านมา

รายงานเพิ่มเติมระบุว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศ Skyguard 3 และ ปตอ.Oerlikon GDF-007 35mm น่าจะถูกนำเข้าประจำการ ณ กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่๔ กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศที่๒ กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน
ซึ่ง หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก ได้นำ ปตอ.ลจ.Oerlikon GDF-007 35mm ไปทดสอบการปฏิบัติงานที่ สนามยิงปืนใหญ่เขาพุโลน ค่ายพหลโยธิน ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ลพบุรี (ที่ตั้ง กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่๓ กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่๑ พล.ปตอ.)

ก่อนหน้านี้ตัวแทนของ Rheinmetall ได้กล่าวในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defense and Security 2017 ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๖-๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ว่า
การส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ Skyguard 3 ให้แก่กองทัพบกไทยถ้าไม่ใช่ภายในปลายปี 2017 ก็อาจจะภายในปี 2018 ซึ่งก็ตรงตามรายงานจากชุดภาพล่าสุด(http://aagth1.blogspot.com/2017/11/vl-mica-skyguard-3-2018.html)

ตามที่กองทัพบกไทยได้สั่งจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ Skyguard 3 จำนวน ๔ระบบ และ ปตอ.ลากจูง Oerlikon GDF-007 35mm จำนวน ๘กระบอก ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015) (http://aagth1.blogspot.com/2016/01/rheinmetall-oerlikon-skyguard-3.html)
เป็นที่เข้าใจว่า ปตอ.Oerlikon GDF-007 35mm แฝดสอง ถูกจัดหาเพื่อทดแทนปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานเก่าที่ล้าสมัย โดยเฉพาะระบบ ปตอ.จีนอย่าง Type 74 37mm แฝดสอง และ Type 59 57mm รวมถึง ปตอ.สหรัฐฯ รุ่นเก่าอย่าง M55 .50cal(12.7x99mm) แฝดสี่

ทั้งนี้ยังมีรายงานอีกว่าในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่๗ พล.ปตอ.ได้ทำการเคลื่อนย้ายระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Spada อิตาลี ไปเก็บรักษาในคลังสำรองสงครามโดยเข้าใจว่าน่าจะถูกปลดประจำการลงแล้ว
ซึ่งเป็นไปได้ว่าน่าเพื่อเตรียมการรับมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศอัตตาจร VL MICA จำนวน ๒ระบบ จากบริษัท MBDA Missile System ฝรั่งเศส-เยอรมนี-สหราชอาณาจักร-อิตาลี เข้าประจำการครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561

รัสเซียยอมรับรถรบยิงสนับสนุนรถถัง BMPT Terminator เพื่อเข้าประจำการ

Russia’s top brass accepts Terminator tank support combat vehicles for service

The vehicle is armed with two 30mm guns, a large-caliber machine-gun and the Ataka-T anti-tank system
Anton Novoderezhkin/TASS
http://tass.com/defense/999576

กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ยอมรับการนำรถรบยิงสนับสนุนรถถัง BMPT Terminator เพื่อเข้าประจำการและได้เริ่มการส่งมอบรถจากสายการผลิตจำนวนมากแก่กองทัพรัสเซียแล้ว
ตามที่ Uralvagonzavod ภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงผู้ผลิตรถถังหลักรายหลักของรัสเซียกล่าวรายงานเมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา

"รถรบสนับสนุนรถถังที่ถูกขนานนามว่า Terminator ได้ถูกยอมรับสำหรับเข้าประจำการและได้เริ่มการการส่งมอบชุดรถแก่กองทัพบกรัสเซีย(Russian Army) แล้ว รถชุดแรกได้ถูกส่งมอบให้กองทัพรัสเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว" Uralvagonzavod กล่าว
สัญญาการจัดหารถรบสนับสนุนรถถัง BMPT Terminator แก่กองทัพรัสเซียได้รับการลงนามโดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียและ Uralvagonzavod ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Army 2017 ที่ผ่านมา

ตามที่แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซียกล่าวกับ TASS รถรบ BMPT Terminator จำนวน 10คันได้ถูกส่งมอบให้กองทัพบกรัสเซียแล้ว ตามที่ปรากฏภาพในการฝึกซ้อมการสวนสนามเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
โดย BMPT Terminator จะเป็นส่วนหนึ่งของพิธีการสวนสนามวันประกาศชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง ณ จัตุรัสแดง ในนครหลวง Moscow วันที่ 9 พฤษภาคม 2018 ที่จะมาถึง

Uralvagonzavod รัสเซียได้ทำการสาธิตแสดงสมรรถนะของรถรบ BMPT Terminator ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ DefExpo India 2018 ณ Chennai อินเดียระหว่างวันที่ 11-14 เมษายน
โดยรัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย นาง Nirmala Sitharaman ได้ร่วมชมการจัดแสดงของรถรบสนับสนุนรถถัง Terminator ที่ส่วนจัดแสดงของ Uralvagonzavod ด้วย

BMPT Terminator มีพื้นฐานพัฒนาจากรถแคร่ฐานของรถถังหลัก T-90 นำมาติดตั้งป้อมปืนใหญ่กล 30mm แฝดคู่ 2กระบอก ปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62mm เครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ 30mm และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Ataka-T
รถรบหุ้มเกราะสายพานแบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการยิงสนับสนุนให้กับหน่วยยานเกราะในการรุก โดยเฉพาะการทำลายล้างกำลังพลติดอาวุธของข้าศึกที่มีระบบอาวุธต่อสู้รถถังแบบพกพาเคลื่อนย้ายได้ด้วยบุุคคล

รถรบหุ้มเกราะยิงสนับสนุน BMPT รถต้นแบบรุ่นแรกถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นปี 2000s โดยมีพื้นฐานจากรถแคร่ฐานของรถถังหลัก T-72 และต่อมามีการพัฒนารถรุ่นที่สอง BMPT-72 Terminator2 เปิดตัวในปี 2013 มีรายงานว่ารัสเซียได้มีการส่ง BMPT ไปทดสอบการรบจริงที่ซีเรียมาแล้ว
ทั้งนี้มีหลายประเทศที่ให้ความสนใจจัดหารถรบหุ้มเกราะ BMPT Terminator ไปใช้งานแล้วหรืออยู่ระหว่างการจัดหาเช่น คาซัคสถาน และแอลจีเรีย ครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/t-90m-t-80bvm-bmpt-72-terminator2.html)

วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2561

เครื่องบินขับไล่ F-35 สหรัฐฯเสร็จสิ้นการบินทดสอบในขั้นโครงการพัฒนาแล้ว

F-35 Completes Most Comprehensive Flight Test Program In Aviation History
The final SDD Test flight was piloted by F-35 Test pilot Peter Wilson, April 11, 2018.
The F-35C completed a mission to collect loads data while carrying external 2,000-pound GBU-31 Joint Direct Attack Munitions (JDAM) and AIM-9X Sidewinder heat-seeking missiles. (Photo by Lockheed Martin)

F-35 aircraft, CF-2, completed the final SDD flight at Naval Air Station Patuxent River, Md., April 11, 2018. (Photo by Lockheed Martin)

https://www.f35.com/news/detail/f-35-completes-most-comprehensive-flight-test-program-in-aviation-history


โครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35 Lightning II Joint Strike Fighters(JSF) ได้ประสบความสำเร็จในการเสร็จสิ้นการบินทดสอบพัฒนาการสุดท้ายของโครงการในขั้นการพัฒนาและสาธิตระบบ(SDD: System Development and Demonstration) แล้ว
การบินทดสอบในขั้น SDD ครั้งสุดท้ายของโครงการ F-35 ทำการบินโดยนักบินทดสอบ Peter Wilson เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ณ สถานีอากาศนาวี Patuxent River กองทัพเรือสหรัฐฯ(U.S. Navy) ในมลรัฐ Maryland

เครื่องบินขับไล่ F-35C (รุ่นปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน CV: Carrier Variant) รหัส CF-2 เป็น F-35 เครื่องสุดท้ายที่ดำเนินการทดสอบของโครงการ JSF ในขั้น SDD
F-35C CF-2 ได้สำเร็จภารกิจการเก็บข้อมูลการบรรทุกอาวุธขณะที่ทำการบินโดยติดตั้งระเบิดนำวิถีดาวเทียม GBU-31 JDAM(Joint Direct Attack Munitions) 2,000lbs และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9X Sidewinder

"การเสร็จสิ้นการทดสอบการบินขั้น SDD เป็นจุดสูงสุดของตลอดหลายปีในการทำงานอย่างหนักและอุทิศตนจากการร่วมกันของทีมรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรม" พลเรือโท Mat Winter เจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานโครงการร่วม F-35(JPO: Joint Program Office) กล่าว
"ตั้งแต่การบินครั้งแรกของ F-35A AA-1(รุ่นขึ้นลงตามแบบ CTOL: Conventional Take-Off and Landing) ในปี 2006 โครงการบินทดสอบพัฒนาการได้ดำเนินการมาเป็นเวลามากกว่า 11ปีโดยปราศจากอุบัติเหตุ"

"การปฏิบัติการมากกว่า 9,200เที่ยวบิน, ชั่วโมงบินสะสมมากกว่า 17,000ชั่วโมง และการดำเนินการปฏิบัติตามจุดทดสอบมากกว่า 65,000ครั้งเพื่อยืนยันการออกแบบ, ความทนทาน, ชุดคำสั่ง, ขีดความสามารถอาวุธ และสมรรถนะของ F-35 ทั้งสามรุ่น
ขอแสดงความยินดีต่อทีมทดสอบ F-35 ของเราและการขยายภาคส่วนผู้ร่วมกิจการ F-35 เพื่อการส่งมอบเครื่องขับไล่ใหม่ที่ทรงพลังและมีขีดความสามารถที่เด็ดขาดนี้" พลเรือโท Mat Winter กล่าว

จากวิทยศาสตร์การบินสู่การทดสอบภารกิจ งานที่สำคัญยิ่งยวดได้สำเร็จโดยทีมทดสอบ F-35 เปิดทางให้สำหรับชุดคำสั่งขีดความสามารถ Block 3F จะถูกส่งมอบให้เครื่องบินขับไล่ F-35 ที่เข้าประจำการ
บุคลากรมากกว่า 1,000รายในการบินทดสอบ SDD ทั้งวิศวกร, ช่างซ่อมบำรุง, นักบิน และฝ่ายสนับสนุนได้ทำให้ F-35 ทั้งสามรุ่นครอบคลุมการบินเต็มรูปแบบเพื่อทดสอบสมรรถนะเครื่องและคุณภาพการบิน

ทีมทดสอบได้ดำเนินการทดสอบ 6ส่วนแยกในภาคทะเลและดำเนินการทดสอบการลงจอดในแนวดิ่งมากกว่า 1,500ครั้งของเครื่องบินขับไล่ F-35B(รุ่นขึ้นลงระยะสั้นลงจอดทางดิ่ง STOVL: Short Take-Off and Vertical Landing)
ทีมทดสอบพัฒนาการบินได้เสร็จสิ้นการทดสอบปล่อยอาวุธจากเครื่อง 183ครั้ง, การทดสอบยิงอาวุธด้วยความแม่นยำ 46ครั้ง, การทดสอบประสิทธิผลภารกิจ 33ครั้ง ซึ่งรวมหลายภารกิจ multi-ship ที่มี F-35 ถึง 8เครื่องต่อต้านภัยคุกคามขั้นก้าวหน้า

"โครงการทดสอบการบิน F-35 ได้แสดงถึงโครงการทดสอบพัฒนาการบินที่ครอบคลุมที่สุด, เข้มงวดที่สุด และปลอดภัยที่สุดในประวัติศาสตร์การบิน" Greg Ulmer รองประธาน Lockheed Martin และผู้จัดการทั่วไปโครงการ F-35 กล่าว
"ทีมร่วมรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมได้สาธิตความร่วมมือและความเชี่ยวชาญที่เกินคาด และผลลัพธ์ได้ส่งมอบแก่เหล่าชายและเหล่าหญิงผู้ที่บินกับ F-35 อันน่าเชื่อมั่นในขีดความสามารถเปลี่ยนแปลงได้ของมัน"

การทดสอบพัฒนาการบินเป็นองค์ประกอบสำคัญในโครงการขั้น SDD ของ F-35 ซึ่งจะเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการตามการทดสอบการปฏิบัติการและการประเมินค่า(OPEVAL: Operational Test and Evaluation) และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯจะตัดสินใจนำเครื่องเข้าสู่สายการผลิตเต็มอัตรา
ขณะที่การบินทดสอบ SDD ที่จำเป็นเสร็จสิ้นแล้ว การบินทดสอบ F-35 จะคงมีต่อในการสนับสนุนการปรับปรุงขีดความสามารถและปรับปรุงความทันสมัยของระบบอากาศยาน F-35(ในชุดคำสั่ง Block 4 และชุดคำสั่งมาตรฐานใหม่ที่จะมีตามมา)

ความพยายามนี้เป็นส่วนหนึ่งของ JPO ในกรอบการทำงานการพัฒนาขีดความสามารถและการส่งมอบต่อเนื่อง(C2D2: Continuous Capability Development and Delivery)
ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาที่เหมาะสม, การเพิ่มขึ้นของราคาที่ยอมรับได้ของการปรับปรุงขีดความสามารถเครื่องบินขับไล่เพื่อคงการครองอากาศร่วมต่อต้านภัยคุกคามที่พัฒนาขึ้นกับสหรัฐฯและชาติพันธมิตร

ด้วยวิทยาการตรวจจับได้ยาก(Stealth technology), ระบบตรวจจับขั้นก้าวหน้า, ขีดความสามารถด้านอาวุธและพิสัยปฏิบัติการ F-35 เป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีอำนาจการสังหาร, ความอยู่รอด และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายมากที่สุดมากกว่าเครื่องบินขับไล่แบบอื่นที่เคยสร้างขึ้นมา
F-35 สามารถรวบรวม, วิเคราะห์ และแบ่งปันข้อมูลเป็นการทวีกำลังที่ทรงอานุภาพขยายทั้งในภาคอากาศ ภาคพื้นดิน และฐานทัพในสนามรบ และทำให้เหล่าทหารในเครื่องแบบทั้งชายหญิงสามารถปฏิบัติตามภารกิจของพวกเขาและกลับบ้านอย่างปลอดภัยครับ

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561

กลาโหมสหรัฐฯระงับการรับมอบเครื่องบินขับไล่ F-35 จากปัญหาค่าซ่อมกับ Lockheed Martin

Defense Department halts F-35 deliveries amid repair bill disagreement with Lockheed
An F-35 Lightning II flies alongside an F-16 Fighting Falcon at Luke Air Force Base, Arizona, in 2015. (Air Force)
https://www.defensenews.com/breaking-news/2018/04/11/defense-department-halts-f-35-deliveries-amid-repair-bill-disagreement-with-lockheed/

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯหรือ Pentagon ได้ระงับการตรวจรับมอบเครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II Joint Strike Fighters(JSF) ส่วนใหญ่ที่ส่งมอบจากผู้ผลิตคือบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ
และสำนักงานโครงการร่วม F-35(JPO: Joint Program Office) กำลังอภิปรายถกเถียงกันว่าใครควรจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการซ่อมเครื่องบินเหล่านี้หลังจากที่มีปัญหาการผลิตในปีที่แล้ว

"ขณะที่งานทั้งหมดในโรงงานของเรายังคงดำเนินอยู่ สำนักงานโครงการร่วม F-35 ได้ระงับการรับมอบเครื่องเป็นการชั่วคราวจนกว่าเราจะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับหัวข้อสัญญาที่เป็นปัญหา และเราคาดว่าเรื่องนี้จะได้รับการแก้ไขโดยเร็ว"
โฆษกหญิงของ Lockheed Martin ยืนยันในการแถลง โดยเสริมว่าบริษัทยังคงมั่นใจว่าตนสามารถที่จะส่งมอบ F-35 ได้ตามเป้าหมาย 91เครื่องสำหรับปี 2018 ข่าวนี้ถูกรายงานครั้งแรกโดยสำนักข่าว Reuters

ข้อพิพาทนี้มีต้นตอมาจากปัญหาการควบคุมคุณภาพการผลิตอากาศยานที่ส่งผลให้การส่งมอบ F-35 ได้ถูกระงับลงชั่วคราวในช่วงวันที่ 21 กันยายนถึง 20 ตุลาคม 2017
โดยในเวลานั้นมีการพบการผุกร่อนของรูตัวยึดบนพื้นผิวอากาศยานของเครื่องบินขับไล่ F-35A ที่กำลังได้รับการซ่อมบำรุง ณ ฐานทัพอากาศ Hill กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: U.S. Air Force) ในมลรัฐ Utah

Lockheed Martin และ JPO สามารถที่จะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแผนการดำเนินการแก้ปัญหาได้ในขณะนั้น ทำให้ Lockheed Martin สามารถบรรลุแผนการส่งมอบ F-35 ได้ครบสำหรับปี 2017 แหล่งข่าวบางรายกล่าว
แต่บางช่วงหลังจากนั้นยังคงมีข้อพิพาทที่ว่าใครควรจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมผิวเครื่องใหม่ และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเลือกที่จะสั่งหยุดสายการผลิต F-35 ชั่วคราวอีกครั้ง แต่แหล่งข่าวปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าการระงับสายการผลิตครั้งใหม่นี้จะนานเท่าไร

สายการผลิตของเครื่องบินขับไล่ F-35 กำลังดำเนินการที่โรงงานอากาศยานของ Lockheed Martin ใน Fort Worth มลรัฐ Texas และมีโรงงานสายการประกอบและตรวจสอบขั้นสุดท้าย(FACO: Final Assembly and Check Out) นอกสหรัฐฯที่ Nagoya ญี่ปุ่น และ Cameri อิตาลี
แหล่งข่าวย้ำว่ามีลูกค้าระดับนานาชาติของเครื่องบินขับไล่ F-35 บางรายอย่างน้อยสองประเทศที่ไม่ยอมรับการรับมอบเครื่องเข้าประจำการเพิ่มเติมตามความต้องการในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ของตน

ตามข้อมูลจาก Reuters มี F-35 จำนวน 2เครื่องที่ถูกส่งมอบให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯตั้งแต่ที่มีคำสั่งระงับการส่งมอบชั่วคราว ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายสำหรับการซ่อม F-35 มากกว่า 200เครื่องกำลังอยู่ระหว่าการดำเนินการ
ปัญหาการผุกร่อนของพื้นผิวเครื่องนี้เป็นเพียงหนึ่งในปัญญาจำนวนมากของการควบคุมคุณภาพสายการผลิตที่เกิดกับเครื่องบินขับไล่ F-35 ในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการแก้ไขสำหรับทุกเครื่องที่ผลิตไปแล้วและเครื่องที่อยู่ในสายการผลิตต่อไปในอนาคต

โฆษกของสำนักงานโครงการร่วม F-35 ยังไม่ได้มีการให้ความเห็นตอบสนองโดยทันทีต่อกรณีดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา พลเรือโท Mat Winter เจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานโครงการร่วม F-35 ได้พูดถึงเรื่องนี้
ในงานสัมมนาของสันนิบาตนาวี(Navy League) Sea Air Space 2018 แต่ไม่ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงว่าการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-35 ได้ถูกระงับลงชั่วคราวแล้วครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561

นาวิกโยธินไทยจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG อิสราเอลที่ผลิตในไทย

Thai marines to procure Elbit howitzers
The RMTC is to procure six 155 mm autonomous truck-mounted howitzer systems from Elbit. Source: Soltam Systems
http://www.janes.com/article/79176/thai-marines-to-procure-elbit-howitzers

Royal Thai Marine Corps, Royal Thai Navy ordered 6 Elbit Systems ATMG(Autonomous Truck Mounted Gun) 155mm/52caliber Self-Propelled Howitzer 6x6 from Weapon Production Center, Defence Industry and Energy Center, Ministry of Defence Thailand
 ... Story/Photo …Sompong Nondhasa(https://www.facebook.com/sompong.nondhasa/posts/1211431602293282)

นาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps, RTN: Royal Thai Navy) ได้ลงนามสัญญาจัดหากับบริษัท Elbit Systems Land and C4I Ltd. อิสราเอล
ในการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางแบบ ATMG(Autonomous Truck Mounted Gun) ซึ่งมีพื้นฐานจากระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางแบบ ATMOS(Autonomous Truck Mounted howitzer System)

นาวิกโยธินไทยกล่าวในการแถลงว่าสัญญาที่ลงนามไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาและมีเนื้อหาเพื่อการส่งมอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG ขนาด 155mm/52caliber จำนวน ๖ระบบ ซึ่งจะถูกสร้างภายในประเทศไทยผ่านการถ่ายทอด Technology จาก Elbit อิสราเอล
โดย ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ศอว.ศอพท.(WPC: Weapon Production Center, DIEC: Defence Industry and Energy Center) สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมไทย(OPSD: Office of the Permanent Secretary for Defence, Ministry of Defence)

สัญญาการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG ๖ระบบมีวงเงิน ๘๖๕ล้านบาท($26 million) และได้มอบโอกาสสำหรับการจัดหาระบบปืนใหญ่อัตตราจรเพิ่มเติมที่จะทำการผลิตประกอบสร้างภายในประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดส่งมอบภายในระยะเวลา ๒ปี ๔เดือน
โดยก่อนหน้านี้กองทัพบกไทย(Royal Thai Army) ได้มีการสั่งจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG สามระยะ ระยะละ ๖ระบบ รวม ๑๘ระบบที่ผลิตโดย ศอว.ศอพท. นำเข้าประจำการใน กองพันทหารปืนใหญ่ที่๗๒๑ กองพลทหารปืนใหญ่ แล้ว

สัญญานี้จะเป็นการเติมเต็มความต้องการที่มีมานานของ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย เพื่อเพิ่มขยายขีดอำนาจการยิงของหน่วยปืนใหญ่สนามที่มีอยู่ ซึ่งปัจจุบัน กรมทหารปืนใหญ่ กองพลนาวิกโยธิน มีปืนใหญ่สนามใช้งานอยู่หลายแบบ
เช่น  ปืนใหญ่กลางกระสุนวิถีโค้ง GC-45/GHN-45 ขนาด 155mm ซึ่งออกแบบโดยแคนาดา ประจำการใน กองพันทหารปืนใหญ่กลางกระสุนวิถีโค้ง(พัน.ปกค.กรม ป.พล.นย.) ที่มีอายุการใช้งานมานาน โดย GC-45 จัดหาในปี พ.ศ.๒๕๒๓(1980) และ GHN-45A1 APU ในปี พ.ศ.๒๕๓๑(1988)

นอกจากระบบปืนใหญ่อัตตาจรซึ่งนาวิกโยธินไทยมีความต้องการในการจัดหาตามที่เคยได้รายงานพิจารณาและประเมินค่าที่โรงงานของ ศอว.ศอพท.ไปนั้น(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/atmos.html)
มีรายงานว่า นาวิกโยธินไทยยังมีความสนใจที่จะจัดหาระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง(MLRS: Multiple Launch Rocket System) เพื่อเสริมสร้างการขยายอำนาจการยิงของตนด้วย แต่ยังไม่มีรายละเอียดใดๆในขณะที่เขียนนี้

ทั้งนี้นอกจากปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Nexter Caesar ขนาด155mm/52cal ฝรั่งเศสจำนวน ๖ระบบ ที่ประจำการใน ป.พัน.๗๒๑ ร่วมกับ ป.อจ.ล้อยาง ATMG ๑๘ระบบแล้ว กองทัพบกไทยยังมีแผนที่จะจัดหา ป.อจ.ATGM เพิ่มเติมอีก ๓๖ระบบ หรือราวสองกองพันทหารปืนใหญ่(หนึ่ง พัน.ป.มี สามกองร้อยปืนใหญ่ หนึ่ง ร้อย.ป.มี หมู่ปืนใหญ่ ๖กระบอก รวมปืนใหญ่ ๑๘กระบอก)
ที่เข้าใจว่าเป็นความต้องการตามการปรับโครงสร้างอัตราจัดกำลังใหม่ในเหล่าทหารราบและเหล่าทหารม้า ที่จะมีเหล่าปืนใหญ่ทั้งปืนใหญ่ลากจูงและปืนใหญ่อัตตาจรเป็นหน่วยขึ้นตรงสนับสนุนในตัว อีกทั้งเป็นการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงภายในของไทยด้วยครับ

สหรัฐอนุมัติการขายสิทธิบัตรเทคโนโลยีสำหรับโครงการพัฒนาเรือดำน้ำของไต้หวัน

US State Department OKs license for submarine tech sales to Taiwan
Three submarines are seen at port at the Tsoying navy base in Kaohsiung, southern Taiwan, on Jan. 18, 2017. (Sam Yeh/AFP via Getty Images)
https://www.defensenews.com/naval/2018/04/09/us-state-department-oks-license-for-submarine-tech-sales-to-taiwan/

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติให้กลุ่มบริษัทด้านความมั่นคงของสหรัฐฯทำการตลาดขาย Technology เรือดำน้ำแก่ไต้หวัน เพื่อช่วยโครงการพัฒนาและสร้างเรือดำน้ำภายในด้วยตนเองของไต้หวัน
ตามรายงานจากสื่อของไต้หวัน โฆษกกระทรวงกลาโหมไต้หวัน พลตรี Chen Chung-chi และโฆษกประจำสำนักประธานาธิบดีไต้หวัน Sidney Lin ยืนยันว่า สหรัฐฯได้อนุมัติการทำการตลาดสิทธิบัตรที่จำเป็นสำหรับการขาย Technology ให้ไต้หวัน

การอนุมัติการขายสิทธิบัตรนี้เป็นก้าวย่างที่สำคัญสำหรับโครงการพัฒนาเรือดำน้ำของไต้หวัน และโฆษกประธานาธิบดีไต้หวัน Lin เสริมว่าการตัดสินใจนี้จะยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของไต้หวันเช่นเดียวกับเพื่อการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงในภูมิภาค
แม้ว่าจะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทำการตลาดสิทธิบัตรระบบเรือดำน้ำที่เกี่ยวข้องที่ได้รับการอนุมัติ อย่างไรก็ตาม Liao Yen-fan นักวิเคราะห์จาก Taipei ผู้ที่ให้ความสนใจไปยังกำลังทางอากาศและกองทัพไต้หวัน(Republic of China Armed Forces) กล่าวกับ Defense News ว่า

การอนุมัติครอบคลุมสิทธิบัตรการทำตลาดสำหรับระบบอำนวยการรบเรือดำน้ำ(CMS: Combat Management System) พร้อมแยกต่างหากจากข้อตกลงความช่วยเหลือทางเทคนิค ซึ่งครอบคลุมบางส่วนที่สำคัญของการพัฒนาเรือดำน้ำที่ไต้หวันยังขาดอยู่
ซึ่ง Dr.Collin Koh นักวิจัยโครงการความมั่นคงทางทะเลแห่งโรงเรียนการศึกษานานาชาติ S. Rajaratnam สิงคโปร์กล่าวว่ายังรวมถึงระบบ Sonar, กล้องตาเรือ(Periscope)สมัยใหม่ และระบบอาวุธด้วย

ภายหลังจะมีการเพิ่มเติม Torpedo หนักขั้นก้าวหน้า Mk48 ที่ไต้หวันได้รับการอนุมัติจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯในการจัดหาเมื่อเดือนมิถุนายน 2017 ภายใต้การขายในรูปแบบโครงการ Foreign Miliary Sales(FMS)
อย่างไรก็ตาม Lioa กล่าวว่าการอนุมัติการขายสิทธิบัตรล่าสุดจะตกอยู่ภายใต้โครงการ Direct Commercial Sales และมีสองบริษัทที่ได้รับการรับรองอนุมัติซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ

ระบบขับเคลื่อนของเรือดำน้ำเป็นส่วนหนึ่งที่สหรัฐฯไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือแก่โครงการพัฒนาสร้างเรือดำน้ำของไต้หวันได้ โดยไต้หวันกำลังมองหาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบ ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ(U.S. Navy) ปัจจุบันมีประจำการเฉพาะเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เท่านั้น
ไต้หวันอาจจะจำเป็นต้องหาความช่วยเหลือจากปนะเทศอื่นสำหรับความช่วยเหลือในการสร้างเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า โดยเฉพาะการขยายการขับเคลื่อนใต้น้ำด้วยระบบขับเคลื่อนแบบไม่ใช้อากาศ(AIP: Air-Independent Propulsion) ตามที่ Dr.Koh กล่าว

Dr.Koh เสริมว่าถ้าไต้หวันมีเรื่องที่จะหลีกเลี่ยงการนำระบบ AIP มาใช้กับเรือดำน้ำใหม่ ไต้หวันก็มีขีดความสามารถในการพัฒนาระบบขับเคลื่อนดีเซล-ไฟฟ้าด้วยตนเอง หรือพัฒนาจากเครื่องยนต์และเครื่องกำเนิดพลังงานทางเรือที่ใช้ในเชิงพาณิชย์
โดยภาคอุตสาหกรรมทางเรือของไต้หวันหรือสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ Chung-Shan(NCSIST: National Chung-Shan Institute of Science and Technology) สำหรับใช้ในเรือดำน้ำ

เรือดำน้ำเป็นความปรารถนาที่สุ่มเสี่ยงของโครงการปรับปรุงความทันสมัยของกองทัพไต้หวันวงเงิน $15 billion โดยมีวงเงิน $94.81 million ที่ได้รับการอนุมัติแล้วในช่วงเดือนธันวาคม 2016 ถึงเดือนธันวาคม 2020 เพื่อการออกแบบเรือดำน้ำใหม่
มีรายงานว่าการออกแบบขั้นต้นได้เสร็จสิ้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาแม้ว่ากระทรวงกลาโหมไต้หวันจะปฏิเสธ กองทัพเรือไต้หวัน(Republic of China Navy) ยังคงดำเนินการยืดอายุการใช้งานเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Chien Lung(ชั้น Zwaardvis) 2ลำที่จัดหาจากเนเธอร์แลนด์ในปี 1987-1988

ไต้หวันมีภูมิประเทศเป็นเกาะห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่โดยมีทะเลส่วนช่องแคบไต้หวันกั้น ซึ่งผลจากสงครามกลางเมืองจีนในปี 1949 ที่จีนคณะชาติเป็นฝ่ายพ่ายแพ้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLA: People's Liberation Army) และอพยพไปจัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่เกาะไต้หวัน
สาธารณรัฐประชาชนจีนถือว่าเกาะไต้หวันเป็นมณฑลส่วนหนึ่งของจีน ซึ่งการปรับปรุงความทันสมัยอย่างมหาศาลของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในช่วง20ปีมานี้เป็นภัยคุกคามต่อไต้หวันอย่างมาก

เรือดำน้ำจึงเป็นกำลังที่สำคัญในขีดความสามารถด้านสงครามอสมมาตรที่จะทำให้ความพยามของจีนในการใช้กำลังทหารที่เหนือกว่าอย่างมากเข้าบุกยกพลขึ้นบกเพื่อควบคุมไต้หวันทำได้ยากขึ้น
ทว่าความสำเร็จด้านอำนาจเศรษฐกิจและการเมืองในระดับโลกของจีนปัจจุบันทำให้การขายอาวุธยุทโธปกรณ์แก่ไต้หวันเป็นไปอย่างจำกัด แม้แต่สหรัฐฯที่มีความสัมพันธ์กับไต้หวันผ่านทางรัฐบัญญัติ Taiwan Relations Act ยังจำกัดการขายอาวุธแก่ไต้หวันเฉพาะเพื่อ 'ป้องกันตนเอง' เท่านั้นครับ

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561

สโลวาเกียรับการเสนอขายเครื่องบินขับไล่ F-16V สหรัฐฯโดยยังเจรจาการเช่า Gripen สวีเดน

Slovak MoD receives US F-16 offer as it continues talks on leasing Gripen
Slovakia has received a US offer of F-16s to replace its MiG-29s. Source: IHS Markit/Patrick Allen
http://www.janes.com/article/79119/slovak-mod-receives-us-f-16-offer-as-it-continues-talks-on-leasing-gripen

กระทรวงกลาโหมสโลวาเกียได้ยืนยันว่าตนได้รับจดหมายข้อเสนอและยอมรับจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯที่รวมถึงกำหนดการส่งมอบและชำระเงินสำหรับอากาศยาน, ระบบอาวุธ, การฝึก และการบริการ
ตามที่รัฐบาลสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16V Block 70/72 สร้างใหม่ 14เครื่องวงเงิน $2.91 billion แก่สโลวาเกีย

เอกสารของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ที่ประกาศการอนุมัติขายเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70/72 จำนวน 14เครื่องแก่สโลวาเกียได้รวมถึง
เครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ General Electric F110(Block 70) หรือ Pratt & Whitney F100(Block 72) 16เครื่อง, ปืนใหญ่อากาศ M61A1 Vulcan 20mm 15กระบอก, AESA(Active Electronically Scanned Array) radar แบบ AN/APG-83 16ระบบ ที่ติดตั้งในเครื่องและเป็นอะไหล่

หมวกนักบินติดศูนย์เล็ง JHMCS II(Joint Helmet Mounted Cueing System II) 14ใบ, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120C7 AMRAAM 30นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9X Sidewinder 100นัด,
ชุดนำวิถีระเบิดนำวิถี Laser GBU-12 Paveway II 500lbs 224ชุด, ชุดนำวิถีระเบิดนำวิถี Laser/ดาวเทียม GBU-49 Enhanced Paveway II 500lbs 20ชุด, ชุดนำวิถีระเบิดนำวิถีดาวเทียม GBU-38 JDAM 500lbs 150ชุด,

ระบบจัดการสงคราม Electronic AN/ALQ-213 16ระบบ, กระเปาะสงคราม Electronic AN/ALQ-211 16ระบบ, เครื่องปล่อยเป้าลวงต่อต้าน AN/ALE-47 16ระบบ, การฝึก และการสนับสนุนสำหรับนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน
"เครื่องบินขับไล่ของสโวาเกียปัจจุบันไม่มีความเข้ากันได้ในการปฏิบัติการร่วมกันกับกองทัพสหรัฐฯและพันธมิตรในภูมิภาค" ข้อความในการแถลงตามเอกสารของ DSCA ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 เมษายนกล่าว

โฆษกกระทรวงกลาโหมสโลวาเกีย Dana Capakova ให้ข้อมูลต่อสื่อเมื่อวันที่ 4 เมษายนว่าข้อเสนอการขาย F-16V ของรัฐบาลสหรัฐฯนั้นอยู่ที่ประมาณ 1 billion Euros($1.2 billion) สูงเกินวงเงินแท้จริงที่เป็นไปได้ในการขายที่เปิดช่องทางในอนาคต
วงเงินที่เพิ่มขึ้นมาในข้างต้นนั้นมาจากข้อเสนอในการขายระบบอาวุธและระบบอุปกรณ์เพิ่มเติมที่ต้องแยกออกจากกันจากที่สภา Congress สหรัฐฯอนุมัติการส่งออกให้สโลวาเกีย

อย่างไรก็ตามกระทรวงกลาโหมสโลวาเกียได้แถลงว่ายังคงเดินหน้าการเจรจากับรัฐบาลสวีเดนในเรื่องความเป็นไปได้ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Saab JAS-39C/D Gripen
โดยกระทรวงกลาโหมสโลวาเกียระบุว่าได้มีการเจรจากับสวีเดนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเช่าเครื่องบินขับไล่ Gripen อย่างน้อย 8เครื่องตั้งแต่ปี 2015

"หลังการประเมินค่าข้อเสนอของสหรัฐฯและสวีเดน รัฐมนตรีกลาโหมสโลวาเกีย Peter Gajdos จะแนะนำแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดต่อรัฐบาลสโลวาเกีย" โฆษกกลาโหมสโลวาเกีย Capakova กล่าว
ปัจจุบันกองทัพอากาศสโลวาเกีย(Slovak Air Force) มีเครื่องบินขับไล่ MiG-29AS ที่นั่งเดียว 10เครื่อง และ MiG-29UBS สองที่นั่ง 2เครื่อง ซึ่ง MiG-29AS/UBS รัสเซียทั้ง 12เครื่องน่าจะประจำการต่อไปไม่เกินปี 2019 ครับ