วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

กองทัพอากาศพม่าจะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-30 รัสเซีย 6เครื่อง

Moscow to deliver six Su-30 fighter aircraft to Myanmar
Russia will supply six Su-30 fighter jets to Myanmar
Marina Lystseva/TASS
http://tass.com/defense/986222

รัสเซียจะทำการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30 จำนวน 6เครื่องให้กองทัพอากาศพม่า(Myanmar Air Force, Tatmadaw Lay) โดยการบรรลุข้อตกลงระหว่างที่รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย นาย Sergey Shoigu เดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
ตามที่ พลโท Alexander Fomin รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียกล่าวเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา "ระหว่างการเดินทางเยือนของรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียข้อตกลงได้รับบรรลุ ซึ่งภายใต้ข้อตกลงนี้พม่าจะจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Su-30 6เครื่อง" เขากล่าว

พลโท Fomin ยังเสริมว่าเครื่องบินขับไล่ Su-30 เหล่านี้ "จะกลายเป็นเครื่องบินขับไล่หลักของกองทัพอากาศพม่าเพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนและกำจัดภัยคุกคามการก่อการร้ายใดๆของประเทศพม่า"
ตามที่รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียกล่าว อาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซียได้รับการพิสูจน์ถึงขีดความสามารถของพวกมันในการนำไปใช้ในปฏิบัติการของกองทัพพม่า(Myanmar Armed Forces, Tatmadaw) แล้ว

"ระบบอาวุธรัสเซียที่กองทัพพม่ามีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-35P และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Mil Mi-17 เช่นเดียวกับเครื่องบินขับไล่ Mikoyan MiG-29 เครื่องบินฝึกรบไอพ่น Yakolev Yak-130
รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Pechora-2 และอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ" พลโท Fomin ระบุชี้ชัด

พลโท Fomin ยังได้รายงานอีกว่า เจ้าหน้าที่ทหารของกองทัพพม่ามากกว่า 600นายกำลังอยู่ระหว่างการเรียนที่สถาบันการศึกษาทางทหารชั้นสูงของกองทัพรัสเซีย
"ทั้งหมดนี้เป็นการช่วยกระชับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และขอบมหาสมุทรแปซิฟิก" พลโท Fomin สรุป

ในวันที่ 20-22 มกราคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Shoigu ได้เดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ ข้อตกลงระหว่ารัฐบาลทั้งประเทศเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกให้เรือรบของกองทัพเรือรัสเซียสามารถใช้งานท่าเรือของพม่าได้ได้รับการลงนานระหว่างการเยือนนี้
และการพูดคุยหารือระหว่างผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพพม่า พลเอกอาวุโส(Senior General) Min Aung Hlaing กับรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Shoigu ได้มีขึ้นเช่นกัน

Su-30SME เป็นเครื่องบินขับไล่หนักสองที่นั่งพหุภารกิจรุ่นส่งออกในกลุ่มเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4+ ของรัสเซีย มีความคล่องแคล่วทางการบินสูง ติดตั้ง Phased Array Radar แบบ Bars-R เครื่องยนต์ปรับทิศทางแรงขับ Thrust Vectoring และ Canard แพนหางระดับรักษาเสถียรภาพที่หัวเครื่อง
มีขีดความสามารถในการติดตั้งใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้นขั้นก้าวหน้าที่มีอยู่หรือกำลังพัฒนาได้หลายแบบ มีพิสัยทำการเมื่อไม่ทำการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศและติดถังเชื้อเพลิงสำรองไกลถึง 3,000km

ปัจจุบันกองทัพอากาศพม่านอกจากเครื่องบินขับไล่ MiG-29B/MiG-29UB/MiG-29SE ราว 31เครื่อง, เครื่องบินฝึกรบไอพ่น Yak-130 ที่สั่งจัดหารวม 12เครื่องโดยได้รับมอบแล้ว 6เครื่อง(http://aagth1.blogspot.com/2017/12/yak-130-atr-42-mpa-fokker-70.html)
และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P 10เครื่องที่ได้รับการซ่อมบำรุงจากรัสเซีย(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/mi-35p.html) และปรับปรุงติดกล้อง FLIR ที่น่าจะเป็นแบบ Controp iSky-50HD(DSP-HD) อิสราเอลนั้น(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/mi-35p-tvflir.html)

การจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-30 ใหม่ 6เครื่องจากรัสเซียนับเป็นการทวีกำลังขีดความสามารถของกองทัพอากาศพม่าในการมีเครื่องบินขับไล่ครองอากาศโจมตีทางลึกตระกูล Su-30 ที่มีประจำการในหลายประเทศ ASEAN
เช่น Su-30MKM กองทัพอากาศมาเลเซีย(Royal Malaysian Air Force) Su-30MK2 กองทัพอากาศประชาชนเวียดนาม(Vietnam People's Air Force) และ Su-30MK/Su-30MK2 กองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force)

ก่อนหน้านี้เองก็มีรายงานว่ากองทัพอากาศพม่าให้ความสนใจเครื่องบินขับไล่ Mikoyan MiG-35 ซึ่งเป็น MiG-29 รุ่นที่มีความก้าวหน้าสูงใหม่ล่าสุดด้วย(http://aagth1.blogspot.com/2017/08/su-35-mig-35.html)
ทั้งนี้กองทัพอากาศพม่ากำลังอยู่ระหว่างการรับมอบเครื่องบินขับไล่ JF-17 จีน-ปากีสถานที่สั่งจัดหา 16เครื่องในเร็วๆนี้(http://aagth1.blogspot.com/2017/06/jf-17.html) โดยมีแผนที่จะเปิดสายการผลิตประกอบ JF-17 ในพม่าด้วยครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/02/jf-17.html)

อินโดนีเซียนำ KC-46A Pegasus และ Airbus A330 MRTT เป็นตัวเลือกเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ

Indonesia puts KC-46A Pegasus, Airbus A330 in frame for aerial tanker requirement
An Airbus A330 MRTT of the Royal Australian Air Force. Indonesia is studying the platform for a possible procurement in the 2020–24 timeframe. Source: Airbus
http://www.janes.com/article/77173/indonesia-puts-kc-46a-pegasus-airbus-a330-in-frame-for-aerial-tanker-requirement

กองทัพอากาศอินโดนีเซีย(TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) ได้เริ่มการศึกษาเพื่อขยายขีดความสามารถด้านการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศของกองทัพ
ด้วยการมองการตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศอย่างเป็นทางการจำนวน 2เครื่องในปี 2024 ตามที่ทางกองทัพอากาศอินโดนีเซียกล่าวกับ Jane's เมื่อ 18 มกราคมที่ผ่านมา

แบบเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่ถูกนำมาเป็นตัวเลือกในการศึกษาคือ Airbus A330 MRTT(Multirole Tanker-Transport) ยุโรป(มีพื้นฐานจากเครื่องบินโดยสารไอพ่น Airbus A330)
และ Boeing KC-46A Pegasus สหรัฐฯ ซึ่งเป็นรุ่นทางทหารพัฒนามาจากเครื่องบินโดยสารไอพ่น Boeing 767

หัวข้อที่จะถูกนำมาพิจารณาในการศึกษาประกอบด้วยความเหมาะสมกับความต้องการในการปฏิบัติการของอินโดนีเซีย ความเข้ากับได้กับระบบเติมเชื้อเพลิงของอากาศยานที่กองทัพอากาศอินโดนีเซียมีประจำการอยู่
การทำงานร่วมกันกับสิ่งที่มีอยู่เดิมและในอนาคต และค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน

ดังนั้นการที่จะได้รับพิจารณาจึงมีความเป็นไปได้ต่อทางเลือกการลงทุนภายในอินโดนีเซียและต่างประเทศที่สามารถเคาะตามได้ และศักยภาพสำหรับข้อตกลงการถ่ายทอด Technology ต่อบริษัทในอินโดนีเซีย
เช่น PT Dirgantara Indonesia(PTD) รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมอากาศยานของรัฐบาลอินโดนีเซีย ตามที่ กองทัพอากาศอินโดนีเซียกล่าว

การเสร็จสิ้นการศึกษานี้จะเป็นการปูทางไปการยังกำหนดการตั้งค่าของโครงการ และกองทัพอากาศอินโดนีเซียคาดว่าจะตั้งโครงการจัดหาอย่างเป็นทางการและได้รับงบประมาณจากกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียในปี 2020-2024
โดยคาดว่านี่จะเป็นโครงการจัดหาอากาศยานด้านการส่งกำลังบำรุงหลักที่สำคัญครั้งหน้าของกองทัพอากาศอินโดนีเซียหลังจากการสั่งจัดหาเครื่องบินลำเลียง Airbus A400M Atlas 5เครื่องเมื่อปี 2017(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/airbus-a400m-5.html)

ช่วงก่อนเดือนมิถุนายน 2015 กองทัพอากาศอินโดนีเซียมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ Lockheed KC-130B สหรัฐฯ 2เครื่องที่ติดตั้งกระเปาะเติมเชื้อเพลิงที่ได้รับมอบเข้าประจำการมาตั้งแต่ต้นปี 1960s
KC-130B เครื่องหนึ่งเกิดอุบัติเหตุตกที่ Medan เมื่อ 30 มิถุนายน 2015 หลังจากที่มีปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง และจากนั้นมากองทัพอากาศอินโดนีเซียต้องพึ่งพา KC-130B ที่เหลือเพียงเครื่องเดียวในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ

เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ KC-130B ที่เหลือเพียงเครื่องเดียวปัจจุบันประจำการอยู่ที่ฝูงบิน32(Skadron Udara 32) ฐานทัพอากาศ Abdul Rachman Saleh ใน Malang
ทั้งนี้กองทัพอากาศอินโดนีเซียมีอากาศยานที่ใช้ระบบเติมเชื้อเพลิงทางอากาศที่แตกต่างกันหลายแบบ เช่น เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16A/B/C/D สหรัฐที่ใช้ระบบ boom กับเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-27SK/Su-30MK รัสเซียที่ใช้ระบบ probe and drogue ครับ

วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

เครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH กองทัพอากาศไทยกำลังรอเปลี่ยนเครื่องยนต์ที่เสียหายใหม่

Thailand seeks engine replacement for damaged T-50 aircraft
initial two T-50TH Golden Eagle lead-in fighter trainers (LIFT) are currently parked at the Royal Malaysian Air Force’s Kuantan Airbase after their flight from South Korea was disrupted and diverted due to extreme turbulent weather, said the Royal Thai Air Force (RTAF).
http://www.janes.com/article/77138/thailand-seeks-engine-replacement-for-damaged-t-50-aircraft
https://www.facebook.com/nan4249

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) ยืนยันว่าการส่งมอบเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH Golden Eagle ๒เครื่องแรกให้กองทัพอากาศไทย(หมายเลข 40101 และ 40102) นั้นได้ถูกทำให้ล่าช้าออกไป
เนื่องจากเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ General Electric GE F404 ของเครื่องได้รับความเสียหายระหว่างที่ทั้งสองเครื่องทำการบินเดินทางเพื่อส่งมอบจากสาธารณรัฐเกาหลีมาไทย

T-50TH ทั้งสองเครื่องขณะนี้กำลังจอดอยู่ที่ฐานทัพอากาศ Kuantan กองทัพอากาศมาเลเซีย((RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia) หลังจากเครื่องทำการบินส่งมอบจากเกาหลีใต้
โดยเครื่องยนต์ในส่วนใบพัดกังหันถูกตรวจพบว่ามีสภาพผิดปกติที่เกิดจากการบินผ่านสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรงสุดขั้วระหว่างทำการบินเดินทางตามที่กองทัพอากาศไทยกล่าว

ขณะนี้เป็นที่เข้าใจว่ากองทัพอากาศไทยกำลังหารือกับบริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีผู้ผลิตเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH เกี่ยวกับการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ก่อนการรับมอบเครื่องเข้าประจำการอย่างเป็นทางการซึ่งเป็นความรับผิดชอบในการบริการของบริษัท
ซึ่งเดิม T-50TH ของกองทัพอากาศไทยมีกำหนดจะบินเดินทางมาถึง กองบิน๔ ตาคลี ในวันที่ ๑๑ มกราคม ต่อมาเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยจึงถูกเลื่อนเป็นวันที่ ๑๒ มกราคม และจากการตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์จึงถูกเลื่อนออกไปจนกว่าเครื่องจะได้รับการเปลี่ยน ย.ใหม่

สำหรับเส้นทางการบินเดินทางส่งมอบ T-50TH ๒เครื่องแรกของกองทัพอากาศไทยนั้นเริ่มจากฐานทัพอากาศ Sacheon กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(Republic of Korea Air Force)ใน Gyeongsangnam-do สาธารณรัฐเกาหลีเมื่อวันที่ ๘มกราคม(http://aagth1.blogspot.com/2018/01/t-50th_9.html)
แวะพักจุดแรกที่ท่าอากาศยานนานาชาติ Kaohsiung ไต้หวัน เมื่อวันที่ ๙ มกราคม(http://aagth1.blogspot.com/2018/01/t-50th_10.html) จากนั้นเดินทางต่อไปแวะพักจุดที่สองที่ฐานทัพอากาศ Clark กองทัพอากาศฟิลิปปินส์(Philippine Air Force) บนเกาะ Luzon ฟิลิปปินส์

จากนั้นเดินทางไปจุดแวะพักที่สามที่ฐานทัพอากาศ Labuan กองทัพอากาศมาเลเซีย ที่รัฐ Sabah ทางตะวันออกของมาเลเซีย และจุดแวะพักที่สี่ซึ่งเป็นจุดแวะพักสุดท้ายที่ฐานทัพอากาศ Kuantan กองทัพอากาศมาเลเซีย ที่รัฐ Pahang มาเลเซีย ในวันที่ ๑๐ มกราคม(http://aagth1.blogspot.com/2018/01/t-50th_11.html)
ซึ่งช่วงระหว่างการเดินทางจาก Labuan ไป Kuantan นั้น สภาพอากาศในพื้นที่มีความแปรปรวนอย่างรุนแรงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก จึงเป็นที่เข้าใจว่าปัจจัยด้านสภาพอากาศซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยทางธรรมชาติจะเป็นสาเหตุที่เครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย

(การบินเดินทางจากไต้หวันผ่านทะเลจีนใต้เข้ามามาที่ไทยผ่านทางเวียดนาม ลาว หรือกัมพูชา เป็นเส้นทางบินที่ไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากไม่มีสนามบินให้แวะระหว่างเส้นทาง รวมถึงทะเลจีนใต้เป็นพื้นที่พิพาททางพรมแดนของหลายประเทศไม่เหมาะที่จะให้เครื่องบินรบเดินทางผ่าน
รวมถึงการใช้เส้นทางจากเกาหลีใต้ผ่านทางแผ่นดินใหญ่จีนมายังไทยนั้นก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก T-50TH ติดตั้งระบบอุปกรณ์ที่ทันสมัยของตะวันตกหลายอย่าง การบินผ่านจีนไม่น่าจะได้รับการยินยอมจากประเทศผู้ผลิตอุปกรณ์ด้วยเหตุผลด้านการรักษาความลับของระบบ)

เครื่องยนต์ไอพ่น GE F404-102 กำลังขับเมื่อใช้สันดาปท้าย 17,700lbs ที่ติดตั้งกับเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ KAI T-50TH นั้นถูกผลิตภายใต้สิทธิบัตรจากบริษัท General Electric สหรัฐฯโดยบริษัท Hanwha Techwin(Samsung Techwin เดิม) สาธารณรัฐเกาหลี
โดย ย.ไอพ่น GE F404 เป็นเครื่องยนต์ที่มีความน่าเชื่อถือสูงและถูกติดตั้งเป็นเครื่องยนต์หลักของเครื่องบินขับไล่ชั้นนำ เช่น Boeing F/A-18A/B/C/D Hornet สหรัฐฯ HAL Tejas อินเดีย และถูกพัฒนาเป็นเครื่องยนต์ไอพ่น Volvo RM12 สำหรับเครื่องบินขับไล่ SAAB Gripen สวีเดน

กองทัพอากาศไทยลงนามสัญญากับบริษัท KAI เกาหลีใต้ในโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น T-50TH ระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่อง วงเงิน ๓,๗๐๐ล้านบาท($108 million) เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๘(2015)
ต่อมากองทัพอากาศไทยได้ลงนามสัญญาจัดหาT-50TH ระยะที่๒ จำนวน ๘เครื่อง วงเงิน ๘,๘๐๐ล้านบาท($258 million) เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐(2017) รวมสั่งจัดหาแล้ว ๑๒เครื่อง

ทั้งนี้เครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH ระยะที่๑ ชุด ๒เครื่องหลัง(หมายเลข 40103 และ 40104)มีกำหนดส่งมอบในเดือนมีนาคม ๒๕๖๑(2018) และระยะที่๒ อีก ๘เครื่องมีกำหนดส่งมอบในเดือนตุลาคม ๒๕๖๒(2019)
ซึ่งทาง KAI เกาหลีใต้หวังให้กองทัพอากาศไทยมีการสั่งจัดหา T-50TH ระยะที่๓ เพิ่มอีก ๔เครื่องในเร็วๆนี้ เพื่อให้ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ที่จะได้รับมอบเครื่องเข้าประจำการมีจำนวนครบอัตรา ๑๖เครื่อง(http://aagth1.blogspot.com/2017/11/kai-t-50th-2018-2019.html)

อย่างไรก็ตามสำหรับโครงการจัดหา T-50TH เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ฝึก บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART สาธารณรัฐเชคที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๗(1994) ที่ปัจจุบันถูกโอนย้ายไปรวมที่ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่ ฝูงเดียวเป็นฝูงสุดท้ายนั้น
ผู้บัญชาการทหารอากาศไทย พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่ากองทัพอากาศไทยมีความเข้มงวดสูงสุดในมาตรฐานการตรวจรับมอบอากาศยานเข้าประจำการ ซึ่งถ้าเครื่องไม่สมบูรณ์พร้อมที่จะส่งมอบก็จะไม่มีการรับมอบเครื่องครับ

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1W นาวิกโยธินสหรัฐฯจะถูกขายต่อให้ลูกค้านานาชาติ

USMC SuperCobras to be sold off to international customers
ith the USMC retiring its AH-1W SuperCobras (pictured) in favour of the AH-1Z Viper, the US government is to begin selling off the surplus helicopters to international customers. Source: IHS Markit/Patrick Allen
http://www.janes.com/article/77142/usmc-supercobras-to-be-sold-off-to-international-customers

รัฐบาลสหรัฐฯได้เสนอที่จะขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1W SuperCobra ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) ที่เป็นส่วนเกินที่เก็บรักษาไว้แก่ลูกค้ามิตรประเทศนานาชาติในการขายรูปแบบ Foreign Military Sales(FMS) หรือ Direct Commercial Sale(DCS)
เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1W SuperCobra กำลังอยู่ในขั้นตอนการทยอยปลดประจำการจากนาวิกโยธินสหรัฐฯจนหมดในปี 2020 เนื่องจากได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1Z Viper รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีความทันสมัยกว่า

ตามการอ้างจาก Website Federal Business Opportunities(FedBizOpps) ว่ารายการที่วางแผนขาย ฮ.โจมตี AH-1W ออกไปจะเป็นครั้งแรกที่ติดตั้งห้องนักบินแบบ Glass Cockpit และการฝึกนักบิน/ช่างซ่อมบำรุงที่จะมอบให้แก่ลูกค้าในอนาคต
กองบัญชาการระบบอากาศนาวี(NAVAIR: Naval Air Systems Command) ได้อยู่ในการสนับสนุนสำนักงานโครงการเฮลิคอปเตอร์โจมตีเบา H-1(PMA-276) ที่จะจัดงานวันอุตสาหกรรมในวันที่ 24 มกราคมสำหรับกลุ่มผู้สนใจงานปรับปรุงนี้

AH-1W ได้เข้าประจำการในนาวิกโยธินสหรัฐฯตั้งแต่ปี 1986 โดยเป็น ฮ.โจมตีรุ่นที่มีขีดความสามารถสูงในตระกูล AH-1 Cobra ที่ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในสมัยสงครามเวียดนาม(AH-1G รุ่นเครื่องยนต์เดี่ยว และ AH-1J SeaCobra รุ่นสองเครื่องยนต์) และยังคงประจำการในหลายประเทศทั่วโลก
เช่น บาเรนห์(AH-1E), อิหร่าน(AH-1J), จอร์แดน(AH-1E/AH-1F), เคนย่า(AH-1F), ปากีสถาน(AH-1F/AH-1Z), สาธารณรัฐเกาหลี(AH-1S/AH-1F), ไต้หวัน(AH-1W), ญี่ปุ่น(AH-1S), ตุรกี(AH-1F/AH-1W) และกองทัพบกไทย(Royal Thai Army AH-1F)

การขาย ฮ.โจมตี AH-1W SuperCobra ส่วนเกินเหล่านี้สามารถเป็นได้ทั้งการเสริมกำลังต่อฝูงบินเฮลิคอปเตอร์โจมตีที่มีอยู่ของลูกค้าเดิม หรือมอบขีดความสามารถด้านอากาศยานโจมตีปีกหมุนแก่ลูกค้ารายใหม่
ซึ่งหลายประเทศที่เป็นลูกค้า ฮ.โจมตีตระกูล AH-1 Cobra เดิมก็ได้มีโครงการจัดหา ฮ.โจมตีแบบใหม่มาทดแทนไปแล้ว หรืออยู่ระหว่างการตั้งโครงการจัดหา ฮ.โจมตีใหม่(เช่นกองทัพบกไทย http://aagth1.blogspot.com/2017/09/blog-post_18.html)

AH-1W ติดตั้งเครื่องยนต์ Turboshaft แบบ General Electric T700-GE-401 สองเครื่อง สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 147knots พิสัยทำการ 256nmi(474km) เพดานบินสูงสุด 18,700ft(จำกัดที่ 10,000ft จากความต้องการ Oxygen) ในทุกรูปแบบการรบพื้นฐาน
ด้วยน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 6,697kg ฮ.โจมตี AH-1W ติดตั้งปืนใหญ่อากาศ Gatling สามลำกล้องหมุน M197 ขนาด 20mm ความจุกระสุน 750นัด ที่ใต้หัวเครื่อง และมีคานตำบลอาวุธภายนอกสี่จุด

AH-1W สามารถติดตั้งกระเปาะจรวดอากาศสู่พื้น Hydra 70mm และ Zuni 127mm, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อสู้รถถัง TOW และ AGM-114 Hellfire, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9 Sidewinder และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านการแพร่คลื่น radar AGM-122 Sidearm
AH-1W ยังติดตั้งระบบชี้เป้าหมายเวลากลางคืน/กล้องสร้างภาพความร้อน(FLIR: Forward Looking Infrared) Radar ซึ่งมี Laser วัดระยะ/กำหนดเป้าหมาย และกล้องถ่ายภาพครับ

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

รัสเซียเริ่มการส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 ให้จีน

Russia begins delivery of S-400 missile systems to China — source
Vitaliy Nevar/TASS
Moscow has begun the delivery of the S-400 Triumf air defense missile systems to China under the 2014 contract
http://tass.com/defense/985601

รัสเซียได้เริ่มการส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ S-400 Triumf ให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้สัญญาที่ลงนามในปี 2014 ตามที่แหล่งข่าวในภาคความร่วมมือทางทหารรัสเซียเปิดเผยกับ TASS เมื่อวันที่ 18 มกราคม
"การดำเนินการปฏิบัติตามสัญญาได้เริ่มขึ้นแล้ว การจัดส่งระบบชุดแรกได้ถูกส่งไปยังจีนแล้ว" แหล่งข่าวกล่าว

ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวการจัดส่งประกอบด้วยสถานีที่บังคับการ, สถานี Radar, อุปกรณ์พลังงานและสนับสนุน, ชิ้นส่วนอะไหล่ เครื่องมือหลายแบบ และส่วนประกอบอื่นๆของระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400
แหล่งข่าวยังให้ข้อมูลอีกว่าสัญญากับจีนที่ระบุไว้นั้นไม่มีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทั้งการถ่ายทอด Technology หรือสิทธิบัตรการผลิตของ S-400 แก่จีนแต่อย่างใด

ในปี 2017 รัสเซียได้ทำการฝึกอบรมกำลังพลของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLA: People’s Liberation Army) เพื่อการใช้งานระบบ S-400
แต่ขณะเดียวกันฝ่ายบริการเพื่อความร่วมมือทางทหารของสหพันธรัฐรัสเซียได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ

ในเดือนพฤศจิกายน 2014 มีการประกาศว่ารัสเซียและจีนได้ลงนามสัญญาจัดหาระบบ S-400 และเดือนพฤศจิกายน 2015 ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านความรวมมือทางทหาร Vladimir Kozin ได้ยืนยันถึงสัญญาดังกล่าว(http://aagth1.blogspot.com/2014/04/s-400.html)
ในเดือนมิถุนายน 2016 ประธาน Rostec กลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซีย Sergei Chemezov กล่าวว่าจีนจะได้รับมอบระบบ S-400 ภายในไม่เกินปี 2018 และล่าสุด 7 ธันวาคม 2017 Chemezov กล่าวว่าการส่งมอบจะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้

จีนเป็นลูกค้าส่งออกรายแรกที่จัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จากรัสเซีย ขณะที่ลูกค้ารายที่สองคือตุรกี ที่ในเดือนกรกฎาคม 2017 ประธานาธิบดีตุรกี Recep Tayyip Erdogan แถลงว่า "เอกสารที่เกี่ยวข้อง" ในการจัดซื้อระบบ S-400 ได้รับการลงนามแล้ว
โดยวันที่ 12 กันยายน 2017 รัสเซียได้ยืนยันว่าได้มีสัญญาจัดหากับตุรกีแล้ว โดยตุรกีเป็นประเทศสมาชิก NATO ชาติแรกที่จัดหาระบบ S-400 Triumf รัสเซีย(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/s-400.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/12/s-400.html)

S-400 Triumf(NATO กำหนดรหัส SA-21 Growler) เป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานพิสัยไกลที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดที่เข้าประจำการในกองทัพรัสเซียเมื่อปี 2007
S-400 ถูกออกแบบเพื่อการทำลายอากาศยาน อาวุธปล่อยนำวิถีร่อน และขีปนาวุธ รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีพิสัยกลาง และเป้าหมายภาคพื้นดิน S-400 สามารถโจมตีเป้าหมายหลายเป้าหมายได้พร้อมกันในระยะยิงไกลถึง 400km และที่เพดานยิงสูงถึง 30km

ปัจจุบันมีเพียงกองทัพรัสเซียเท่านั้นที่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 ประจำการโดยกำลังจะมีกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเป็นผู้ใช้งานรายที่สองและลูกค้าส่งออกรายแรกในอนาคตอันใกล้ ทั้งนี้รัสเซียมีแผนที่จะส่งออก S-400 ให้กับสี่ประเทศคือจีนกับตุรกีตามข้างต้น
อินเดีย(http://aagth1.blogspot.com/2016/10/s-400-triumf-s-300.html,http://aagth1.blogspot.com/2017/02/pak-fa-2017-5-s-400-50.html) และซาอุดิอาระเบียครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/thaad-s-400.html)

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

TKMS เยอรมนีเริ่มการสร้างเรือดำน้ำ Type 218SG ของสิงคโปร์ลำที่3 และ4

TKMS begins work on Singapore’s third and fourth Type 218SG submarines



A computer-generated cross section image of the Type 218SG. Source: Ministry of Defence, Singapore
http://www.janes.com/article/77100/tkms-begins-work-on-singapore-s-third-and-fourth-type-218sg-submarines

บริษัท ThyssenKrupp Marine Systems(TKMS) เยอรมนีได้เริ่มต้นการสร้างเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบติดระบบขับเครื่องแบบไม่ใช้อากาศ AIP(Air-Independent Propulsion) ชั้น Type 218SG ลำที่3 และลำที่4 สำหรับกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy)
พิธีตัดแผ่นเหล็กของเรือดำน้ำชั้น Type 218SG ชุดล่าสุดมีขึ้นที่เยอรมนีเมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมาตามการประกาศของกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา

กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์เปิดเผยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017 ว่าได้มีการสั่งจัดหาเรือดำน้ำชั้น Type 218SG เพิ่มเติม 2ลำ หลังจากที่ก่อนหน้าได้มีการสั่งจัดหาเรือดำน้ำ U218SG 2ลำแรกกับ TKMS เยอรมนีในปี 2013(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/type-218sg-2.html)
เรือดำน้ำชั้น Type 218SG 2ลำแรกได้มีพิธีตัดเหล็กเมื่อปี 2015 และมีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือสิงคโปร์ในปี 2021 และ 2022 ตามลำดับ โดยเรือลำที่ 3 และลำที่4 คาดว่าจะถูกส่งมอบให้ได้ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นไป

"เรือดำน้ำ Type 218SG จะมีระเวลาปฏิบัติการนาน, มีระบบตรวจจับที่ดีกว่า และมีหมัดที่ยิ่งใหญ่กว่าเป็นชุด เช่นเดียวกับขีดความสามารถที่ล้ำยุคอื่นๆ
ทุกการออกแบบเพื่อประสบผลประสิทธิภาพการรบที่สูงขึ้นในสภาพแวดล้อมปฏิบัติการที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา" กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์กล่าวในการแถลงเมื่อ 15 มกราคม

แม้ว่าทั้งกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์และกองทัพเรือสิงคโปร์จะไม่ได้ให้รายละเอียดของเรือนอกเหนือจากคำอธิบายข้างต้นนี้ แต่จากแบบจำลองของ Type 218SG ที่ TKMS จัดแสดงในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ทางเรือ IMDEX 2015 และ IMDEX 2017 นั้น
เรือดำน้ำชั้น Type 218SG มีลำตัวเรือยาวประมาณ 70m ตัวเรือความดันมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6.3m และจะมีระวางขับน้ำประมาณ 2,000tons เมื่อเรืออยู่ผิวน้ำ

Type 218SG มีพื้นฐานพัฒนามาจากเรือดำน้ำชั้น Type 214 ขณะที่มีการนำคุณสมบัติต่างๆจากเรือดำน้ำชั้น Type 212A มาใช้
โดย Type 218SG มีหางเสือท้ายเรือเป็นรูปตัว X ซึ่งช่วยให้เรือมีความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ในเขตน้ำตื้นมากขึ้น ตรงข้ามกับเรือที่ใช้หางเสือแบบรูปเครื่องหมาย +

ปัจจุบันกองทัพเรือสิงคโปร์มีเรือดำน้ำชั้น Archer 2ลำคือ RSS Archer และ RSS Swordsman เข้าประจำการในปี 2011 และ 2013 ตามลำดับ ซึ่งเดิมคือเรือดำน้ำชั้น A17 Västergötland กองทัพเรือสวีเดนที่ได้รับปรับปรุงใหม่
ส่วนเรือดำน้ำชั้น Challenger ทั้ง 4ลำคือ RSS Challenger, RSS Conqueror, RSS Centurion และ RSS Chieftain ที่เดิมคือเรือดำน้ำชั้น A12 Sjöormen กองทัพเรือสวีเดน ที่เป็นเรือดำน้ำชุดแรกของกองทัพเรือสิงคโปร์ที่เข้าประจำการในปี 1997-2004 นั้น

RSS Challenger และ RSS Centurion ได้ถูกปลดประจำการตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2015 และเป็นที่เข้าใจว่า RSS Conqueror และ RSS Chieftain น่าจะใกล้ถูกปลดประจำการลงในอนาคตอันใกล้เช่นกัน
ทั้งนี้เมื่อรวมเรือดำน้ำชั้น Archer ทั้ง 2ลำ กับเรือดำน้ำชั้น Type 218SG ที่กำลังสร้างอยู่ 4ลำ จะทำให้กองทัพเรือสิงคโปร์คงกำลังรบเรือดำน้ำของตนที่จำนวน 6ลำต่อไปในอนาคตครับ

วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561

เรือดำน้ำ Scorpene ของบราซิลลำแรก S40 Riachuelo เข้าสู่อู่ประกอบขั้นสุดท้าย

Brazil’s 1st Scorpene submarine S40 Riachuelo moved to final assembly site





S40 Submarine entry into the Main Hall of the construction site. Brazilian Navy picture
https://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2018/january-2018-navy-naval-defense-news/5862-brazil-s-1st-scorpene-submarine-s40-riachuelo-moved-to-final-assembly-site.html

ระหว่างวันที่ 13-14 มรกราคมที่ผ่านมา กองทัพเรือบราซิล(Marinha do Brasil) และบริษัท Itaguaí Construções Navais(ICN) ได้ทำการเคลื่อนย้ายสามชิ้นส่วนแรกของเรือดำน้ำ S40 Riachuelo สู่สายการประกอบขั้นสุดท้ายในโรงงานอู่เรือของ ICN ที่เกาะ Madeira
S40 Riachuelo เป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าโจมตีตามแบบ Scorpene ลำแรกของบราซิลที่ได้รับการถ่ายทอด Technology การสร้างจาก Naval Group ฝรั่งเศส ภายใต้โครงการพัฒนาเรือดำน้ำของบราซิล(PROSUB: PROgrama de SUBmarinos)

การเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนเรือระยะทาง 5km ได้เสร็จสิ้นใน 11ชั่วโมง เริ่มต้นจากโรงงานผลิตโครงสร้างเหล็กกล้า Steel Structures Manufacturing Unit(UFEM) ซึ่งต้องอยู่ที่ Rio de Janeiro(RJ)
การดำเนินการสนับสนุนจำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมการหลายเดือนในการวางแผนรวมถึงการถอนตัวขึงตาข่ายไฟฟ้า

ในวันที่ 14 มกราคม ขั้นตอนที่ซับซ้อนที่สุดของการปฏิบัติงานได้เริ่มขึ้น โดยการปิดการจราจรบนถนนชั่วคราวเพื่อให้รถบรรทุกเคลื่อนย้ายแบบพิเศษเดินทางผ่านได้ รถยนต์บรรทุกขนาด 320ล้อนี้ได้ขนส่งชิ้นส่วนเรือดำน้ำส่วนแรกน้ำหนัก 619tons ซึ่งมีความยาว 39.86m และสูง 12.3m
ชิ้นส่วนเรืออีกสองส่วนที่เหลือของเรือดำน้ำ S40 Riachuelo น้ำหนัก 487tons และยาว 30m จะถูกขนย้ายแยกไปอู่ต่อเรือเป็นการเฉพาะเร็วๆนี้ ซึ่งเรือดำน้ำจะเข้าสู่การประกอบขั้นสุดท้าย โดยตั้งเป้าที่จะปล่อยเรือลงน้ำได้ในครึ่งหลังของปี 2018

โครงการจัดหาเรือดำน้ำ PROSUB ของกองทัพเรือบราซิลประกอบด้วยเรือดำน้ำแบบ Scorpene 4ลำ(S40 Riachuelo, S41 Humaita, S42 Tonelero และ S43 Angostura) และการสร้างเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์(SSN) ลำแรกของบราซิล
บริษัท Naval Group ฝรั่งเศสได้ทำงานครอบคลุมการออกแบบ, การผลิต และถ่ายทอด Technology ที่จำเป็นสำหรับเรือดำน้ำแบบ Scorpene ทั้ง 4ลำ และช่วยเหลือในการออกแบบส่วนที่ไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ของเรือดำน้ำโจมตีนิวเคลียร์

เรือดำน้ำ S40 Riachuelo มีกำหนดเข้าประจำการภายในปี 2020(ซึ่งล่าช้าไปจากแผนเดิม 3ปี) โดยกองทัพเรือบราซิลเป็นลูกค้ารายล่าสุดที่ได้จัดหาเรือดำน้ำแบบ Scorpene ที่รายแรกคือกองทัพเรือชิลีคือเรือดำน้ำ SS-23 O'Higgins ในปี 2005 และ SS-22 Carrera ในปี 2006
และรายที่สองคือกองทัพเรือมาเลเซีย(Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut DiRaja Malaysia) คือ KD Tunku Abdul Rahman และ KD Tun Abdul Razak ในปี 2009

กองทัพเรืออินเดีย(Indian Navy) เป็นลูกค้ารายที่สามที่จัดหาเรือดำน้ำแบบ Scorpene จากฝรั่งเศสจำนวน 6ลำพร้อมการถ่ายทอด Technology การสร้างเรือดำน้ำภายในอินเดีย
โดยเรือดำน้ำ Scorpene ลำแรกของอินเดีย S50 INS Kalvari เพิ่งเข้าประจำการเมื่อ 14 ธันวาคม 2017 และเรือดำน้ำชั้น Kalvari ลำที่สอง S51 INS Khanderi คาดว่าจะเข้าประการได้ภายในปี 2018นี้ครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/06/scorpene-kalvari-ins-khanderi.html)

กองทัพบกอังกฤษปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์ Lynx AH9A

Retirement of AH9A marks end of legacy Lynx in UK service
Seen during its service in Afghanistan, the AH9A is the last legacy Lynx to be fielded by the UK military. (Crown Copyright)
http://www.janes.com/article/77066/retirement-of-ah9a-marks-end-of-legacy-lynx-in-uk-service


สหราชอาณาจักรได้ปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปตระกูล Lynx รุ่นสุดท้ายลงในวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีการทำการบินผ่านอำลาภายในประเทศอังกฤษ
เป็นการปิดตำนานเฮลิคอปเตอร์ทางทหารพหุภารกิจตระกูล Lynx รุ่นดั้งเดิมที่ประจำการในกองทัพสหราชอาณาจักรมานานกว่าสี่ทศวรรษลง

การปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป AgustaWestland Lynx AH9A จากกองการบินทหารบก(AAC: Army Air Corps) กองทัพบกสหราชอาณาจักร(British Army)
เป็นระยะเวลารวม 9ปีนับตั้งแต่ถูกนำเข้าประจำการในปี 2009 และนับเป็นเวลากว่า 40ปีนับตั้งแต่ ฮ.รุ่นแรกคือ Westland Lynx AH1 เข้าประจำการเมื่อปี 1978

จากความต้องการเร่งด่วนเพื่อใช้ในการปฏิบัติการที่อัฟกานิสถาน เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Lynx AH9A ติดตั้งเครื่องยนต์ Turboshaft แบบ LHTEC CTS800-4N ใหม่ซึ่งมีกำลังขับสูงกว่า ย.เดิม(ถูกใช้ใน ฮ.Super Lynx 300 รุ่นส่งออกเช่นที่ประจำการในกองทัพเรือไทย Royal Thai Navy)
เพื่อให้เหมาะสมการการใช้ปฏิบัติการในสภาพพื้นที่สูงและร้อนเช่นอัฟกานิสถาน(CTS800-4N มีกำลัง 1,362shp สูงกว่าเครื่องยนต์ตระกูล Rolls-Royce Gem เดิมถึงร้อยละ37)  และยังได้รับการดัดแปลงในส่วน Gear Box หลัก, โครงสร้างส่วนบน, ลำตัวด้านท้าย และห้องนักบิน

ฮ.Lynx AH9A ถูกส่งมอบให้กองการบินทหารบกอังกฤษทั้งหมด 22เครื่องระหว่างปี 2009-2011 แม้ว่าจะเหลือเพียง 8เครื่องที่ยังคงประจำการอยู่ในช่วงเวลาที่พวกมันปลดประจำการก็ตาม
โดยมีการสูญเสีย ฮ.Lynx AH9A 1เครื่องจากอุบัติเหตุตกที่อัฟกานิสถานในปี 2014 พร้อมนักบินและทหารประจำเครื่องที่เสียชีวิตทั้ง 5นาย แม้ว่าการสอบสวนสาเหตุภายหลังจะพบว่าเป็นความผิดพลาดทางขั้นตอนการใช้งานมากกว่าความผิดพลาดจากตัวเครื่องเอง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2017 กองทัพเรือสหราชอาณาจักร(Royal Navy)ก็ได้ปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Lynx HMA8 ซึ่งเป็นรุ่นประจำเรือแบบสุดท้ายของตนไปแล้วเช่นกัน(http://aagth1.blogspot.com/2017/03/lynx-hma8-sea-skua.html)
ทั้งนี้ทั้งกองทัพบกอังกฤษและกองทัพเรืออังกฤษได้นำเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป AgustaWestland AW159 Wildcat มาใช้งานทดแทน ฮ.ตระกูล Westland Lynx รุ่นเก่าทั้ง ฮ.Wildcat AH1 ของกองทัพบก และ ฮ.Wildcat HMA2 ของกองทัพเรือครับ

วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

Sikorsky สหรัฐฯได้รับสัญญาจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป UH-60M แก่ซาอุดิอาระเบีย

Sikorsky contracted to deliver 17 Black Hawk helos to Saudi Arabia
Sikorsky has been contracted to deliver 17 UH-60M Black Hawk helicopters to Saudi Arabia. It is unclear if these are additional or previously announced helicopters. Source: US Army
http://www.janes.com/article/77025/sikorsky-contracted-to-deliver-17-black-hawk-helos-to-saudi-arabia

ซาอุดิอาระเบียจะได้รับมอบเฮลิคปเตอร์ใช้งานทั่วไป Sikorsky UH-60M Black Hawk จำนวน 17เครื่องวงเงิน $193.85 million ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งถูกประกาศโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเมื่อ 11 มกราคมที่ผ่านมา
เป็นการเพิ่มเติมการที่กองทัพบกซาอุดิอาระเบีย(RSLF: Royal Saudi Land Forces) และกองทัพอากาศซาอุดิอาระเบีย(Royal Saudi Air Force) มีเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป UH-60L Black Hawk รุ่นก่อนประจำการอยู่แล้ว

สัญญาครอบคลุมการส่งมอบ ฮ.UH-60M 8เครื่องสำหรับกองกำลังพิทักษ์ชาติซาอุดิอาระเบีย(SANG: Saudi Arabian National Guard) และ 9เครื่องสำหรับกองกำลังรักษาความปลอดภัยพิเศษส่งทางอากาศกองทัพบกซาอุดิอาระเบีย(RSLFASSF: Royal Saudi Land Forces Airborne Special Security Forces)
เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป UH-60M Black Hawk ทั้ง 17เครื่องจะถูกส่งมอบในรูปแบบ 'การปรับแต่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ' ตามที่ประกาศในสัญญางานมีกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 ธันวาคม 2022

โดยโฆษกของ Lockheed Martin บริษัทแม่ของ Sikorsky ยืนยันกับ Jane's ว่าเฮลิคอปเตอร์เหล่านี้ก่อนหน้าถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของการขายยุทโธปกรณ์หลายรายการในรูปแบบ Foreign Military Sales(FMS) ต่อซาอุดิอาระเบีย
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นการจัดหา ฮ.เพิ่มเติมหรือเป็นการจัดหาที่มีก่อนหน้าแล้ว แน่นอนว่าราคาต่อเครื่องที่ $11.4 million แสดงให้เห็นว่าสัญญานี้น่าจะถูกใช้ในการเป็น ฮ.ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบภารกิจได้มากกว่าที่จะเป็น ฮ.สำหรับภารกิจเต็มอัตรา

อย่างไรก็ตามโฆษกของ Lockheed Martin กล่าวว่าเฉพาะ ฮ.Blackhawk เหล่านี้ไม่รวมอยู่ในสัญญางบประมาณผูกพันหลายปีวงเงิน $3.8 billion ที่มีการประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2017
โดยสัญญาก่อนหน้าดังกล่าวนั้นรวมการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป UH-60M 40เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ส่งกลับทางสายแพทย์ HH-60M MEDEVAC(Medical Evacuation) 75เครื่องสำหรับกองกำลังพิทักษ์ชาติซาอุดิอาระเบียซึ่งมีกำหนดส่งมอบในวันที่ 30 มิถุนายน 2022

รวมถึงสัญญาล่าสุดนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจดหมายแสดงเจตจำนง(LOI: Letter of Intent) ที่ Lockheed Martin ลงนามกับบริษัทอากาศยาน Taqnia ซาอุดิอาระเบียเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017
ในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป S-70i ถึง 150เครื่องที่จะถูกนำไปใช้ในหลายหน่วยงานของรัฐบาลราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย(น่าจะรวมถึงสิทธิบัตรการประกอบเครื่องในซาอุดิอาระเบีย)

จากที่มีหลายหน่วยบินอากาศยานจำนวนมากในกองทัพซาอุดิอาระเบีย จึงยากที่จะกล่าวได้อย่างแม่นยำว่าซาอุดิอาระเบียสั่งจัดหา ฮ.UH-60M กี่เครื่อง และมีแผนส่งมอบให้หน่วยอื่นนอกจากกองกำลังพิทักษ์ชาติซาอุดิอาระเบีย และหน่วยรบพิเศษพลร่มกองทัพบกซาอุดิอาระเบียหรือไม่
ทั้งนี้ทาง Lockheed Martin ไม่สามารถที่ใช้ข้อมูลจำนวนที่ชัดเจนกับ Jane's ได้ ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ชาติซาอุดิอาระเบียก็ไม่ได้มีการตอบสนองต่อการสอบถามข้อมูลจำนวน ฮ.Black Hawk ณ เวลาที่เขียนอยู่นี้ครับ

วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561

เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป H145 กองทัพบกไทย ในวันเด็ก ๒๕๖๑ กองพลทหารม้าที่๒ รักษาพระองค์


Walkaround, Royal Thai Army has displayed Airbus Helicopters H145(EC145 T2) 41st Aviation Battalion(former General Support Aviation Battalion), Aviation Regiment, Army Aviation Center in Children's Day 2018
at 2nd Cavalry Division Royal Guard in Bangkok, 13 January 2018(My Own Photos)

วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันเด็กแห่งชาติประจำปี ๒๕๖๑ กองทัพบกไทยได้มีการจัดกิจกรรมและการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ในประจำการที่ กองพลทหารม้าที่๒ รักษาพระองค์ สนามเป้า กรุงเทพฯ
โดยวันเด็กปี๒๕๖๑ นี้ กองทัพบกไทยได้นำอากาศยานแบบใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเข้าประจำการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017)มาจัดแสดงให้เด็กเยาวชนประชาชนทั่วไปชมเป็นครั้งแรก คือเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๔๕ Airbus Helicopters H145ครับ




โดยเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๘(2015) กองทัพบกไทยได้ลงนามจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ Eurocopter EC145 T2(H145) จำนวน ๖เครื่องวงเงิน ๙๙๙,๒๐๗,๔๓๖บาท($30.66 million) กับบริษัท Airbus Helicopters ฝรั่งเศส/เยอรมนี ราคาต่อเครื่อง ๔๓๗,๔๔๐,๐๔๔บาท($13.77 million)
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) กองทัพบกไทยได้รับมอบ ฮ.ท.๑๔๕ H145 เข้าประจำการที่ กองพันบินที่๔๑(กองบินสนับสนุนทั่วไปเดิม) กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/oplot-t-h145.html)


ฮ.ท.๑๔๕ H145 เป็นเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปขนาดเบา มีนักบินประจำเครื่อง ๒นายด้วยห้องนักบินเป็นระบบ Glass Cockpit มีระบบ Avionic ช่วยควบคุมการบินขั้นสูง
ติดตั้งเครื่องยนต์ Turboshaft แบบ  Turbomeca Arriel 2E สองเครื่อง กำลังเครื่องละ 894shp สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 150knots ความเร็วเดินทาง 134knots พิสัยการบิน 370nmi เพดานบิน 20,000feet บินได้นาน ๒ชั่วโมง ๔๕นาที


ฮ.ท.๑๔๕ H145 มีที่นั่งรวม ๙ที่นั่ง(๒นักบิน+ผู้โดยสาร ๗นาย) บรรทุกได้หนักสุด 677kg ท้ายเครื่องมีประตูบานพับเปิดปิดซ้ายขวาได้ H145 สามารถใช้ในงานธุรการทั้งการขนส่งบุคคลสำคัญ การส่งกำลังบำรุง การส่งกลับทางสายแพทย์ ได้ตามความต้องการภารกิจ


อย่างไรก็ตามเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๔๕ H145 ของกองทัพบกไทยนั้นมีความแตกต่างจาก เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง ฮ.ลล.๖ H145M(EC645 T2) กองการบินทหารเรือ กองทัพเรือไทย ที่ผลิตภัณฑ์ของ Airbus Helicopters ซึ่งกองทัพเรือไทยเป็นลูกค้าส่งออกต่างประเทศรายแรก
ตรงที่ H145M ของกองทัพเรือไทยเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกออกแบบปรับแต่มาสำหรับใช้งานทางทหารโดยตรง ซึ่งสามารถติดอาวุธเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการของนาวิกโยธิน และบนเรือผิวน้ำที่มาลาดจอดเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือได้ครับ