วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LPH-6112 Marado เกาหลีใต้ติดตั้งระบบตรวจจับของในประเทศและอิสราเอล

South Korea selects mix of local, Israeli sensors for second Dokdo-class helicopter carrier


Marado, seen here during its ceremonial launch on 14 May 2018. Source: South Korean MND
http://www.janes.com/article/80105/south-korea-selects-mix-of-local-israeli-sensors-for-second-dokdo-class-helicopter-carrier


เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Dokdo ลำที่สอง(LPH: Landing Platform Helicopter) ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(ROKN: Republic of Korea Navy) คือ LPH-6112 ROKS Marado นั้น
เมื่อเข้าประจำการเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ ROKS Marado ได้รับการสร้างให้ติดตั้งระบบอาวุธและอุปกรณ์ตรวจจับที่ต่างออกไปจากเรือลำแรกของชั้นคือ LPH-6111 ROKS Dokdo

จากชุดภาพพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LPH-6112 ROKS Marado เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น(http://aagth1.blogspot.com/2018/05/lph-6112-marado.html) ได้เปิดเผยว่า
เกาหลีใต้ได้เลือกติดตั้ง Radar ตรวจการณ์ multifunction แบบ ELM-2248(MF-STAR) จากบริษัท ELTA Systems อิสราเอล แทน multibeam radar แบบ SMART-L จากบริษัท Thales ยุโรปที่ติดตั้งบนเรือ ROKS Dokdo

เกาหลีใต้ยังได้เลือกติดตั้ง Radar ตรวจการณ์อากาศและพื้นน้ำสามมิติที่น่าจะเป็นแบบ SPS-550K จากบริษัท LIG Nex1 สาธาณรัฐเกาหลีบนเรือ ROKS Marado
แทนที่ Radar ตรวจการณ์แบบ Thales MW08 ยุโรปที่ติดตั้งบนเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LPH-6111 ROKS Dokdo ลำแรกของชั้น

การเปลี่ยนแปลงที่สะดุดตายังรวมถึงแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถี Raytheon Mk49 สหรัฐฯสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ RIM-116 RAM(Rolling Airframe Missile) ซึ่งติดตั้งเหนือสะพานเดินเรือของเรือ LPH Dokdo นั้น
บนเรือ LPH Marado ได้ถูกเปลี่ยนเป็นจานสัญญาณ Radar หน้าเดี่ยวตรึงประจำที่(single fixed-array face) ของ Radar แบบ MF-STAR อิสราเอลบนแท่นหน้าเสากระโดงเรือด้านบนหอเรือส่วนหน้า

ภาพวาดประกอบที่เผยแพร่โดยสำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี ยังชี้ให้เห็นว่า
เรือ LPH Marado จะติดตั้งระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) ปืนใหญ่กลหกลำกล้องหมุน Phalanx 20mm จำนวน 2ระบบ ที่ตำแหน่งดาดฟ้าเรือด้านหัวเรือ 1ระบบ และที่ฐานยื่นออกจากท้ายเรือต่ำลงจากดาดฟ้าเรือ 1ระบบ

ระบบ CIWS เดิมของเรือ LPH Dokdo คือปืนใหญ่กลเจ็ดลำกล้องหมุน Thales Goalkeeper 30mm เนเธอร์แลนด์ ซึ่งติดตั้งบนด้านท้ายของดาดฟ้ายกหอเรือ 1ระบบ และที่ดาดฟ้าบินทางหัวเรือ 1ระบบ
การปรับปรุงต่างๆบนเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ Marado นั้นได้รับความร่วมมือจากกองทัพเรือเกาหลีใต้จากประสบการณ์ 11ปีที่ปฏิบัติการกับเรือลำแรกของชั้น ROKS Dokdo ครับ

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ฝรั่งเศสเปิดตัวยานเกราะล้อยาง Jaguar 6x6 รถต้นแบบ

Jaguar prototype unveiled








A Jaguar prototype was unveiled on 16 May. Source: IHS Markit/Nicholas Fiorenza
http://www.janes.com/article/80133/jaguar-prototype-unveiled
twitter.com/Tom_Antonov
twitter.com/justine_degez

รถต้นแบบของยานเกราะล้อยาง Jaguar 6x6(AFV: Armoured Fighting Vehicle) ฝรั่งเศสได้ถูกเปิดตัวครั้งแรกที่โรงงานของบริษัท Nexter ใน Satory ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา
เป็นการเปิดตัวต่อสื่อมวลชนครั้งแรกก่อนที่ไปจัดแสดงในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Eurosatory 2018 ณ Paris ฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน ที่จะถึง

ยานเกราะล้อยาง Jaguar เป็นโครงการร่วมระหว่างบริษัท Nexter ฝรั่งเศส, บริษัท Renault Trucks ฝรั่งเศส และบริษัท Thales ยุโรป ซึ่งรถคันที่เปิดตัวต่อสื่อนี้เป็นรถต้นแบบคันที่สองในจากสองคัน
ซึ่งในงานแสดง Eurosatory 2018 รถต้นแบบคันหนึ่งจะถูกจัดแสดงที่ส่วนจัดแสดงของ Nexter และรถต้นแบบอีกคันที่ส่วนจัดแสดงของกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสร่วมกับยานเกราะล้อยาง Griffon 6x6

ยานเกราะล้อยาง Jaguar และ Griffon นั้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Scorpion ของกองทัพบกฝรั่งเศส(Armée de terre) ซึ่งยังรวมถึงการปรับปรุงรถถังหลัก และการจัดหารถหุ้มเกราะล้อยาง VBMR léger 4x4 เพื่อทดแทนยานเกราะแบบเก่าที่มีอายุการใช้งานมานาน
รถรบเหล่านี้มีการใช้ระบบพื้นฐานร่วมกันคือ Scorpion vetronics(อุปกรณ์ไฟฟ้าของรถ) และแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันผ่านระบบสื่อสารและข้อมูล Scorpion Communication and Information System(SICS) และเครือข่ายวิทยุ Contact

ยานเกราะล้อยาง Jaguar 6x6 ติดตั้งเครื่องยนต์กำลัง 500HP สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 90km/h โดยมีพิสัยทำการไกลสุด 800km
มีคุณสมบัติใช้ระบบควบคุมการเลี้ยวด้วยเพลาล้อหลัง(rear-axle steering), ระบบปรับความสูงพื้นท้องรถ, และยางล้อรถแบบ 14R20 ที่มีคุณสมบัติปรับแรงดันอากาศภายในล้อ(central inflation system) และเคลื่อนที่ต่อไปได้แม้ยางแบน(run-flat)

ยานเกราะล้อยาง Jaguar มีอาวุธหลักเป็นป้อมปืนใหญ่มีระบบรักษาการทรงตัวแบบมีพลประจำ 2นาย พร้อมปืนใหญ่กล CTA 40mm และระบบอาวุธรองปืนกล 7.62mm ในป้อมปืน Remote
เช่นเดียวกับกระเปาะแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง MMP(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/mmp.html) 2นัดที่ทั้งสองด้านข้างป้อมปืน มีจรวดพร้อมยิง 4นัด และจรวดสำรอง 2นัด

ระบบที่ติดตั้งกับรถยังรวมถึง ระบบตรวจจับและหาที่ตั้งการถูกยิงด้วยอาวุธขนาดเล็ก, ระบบแจ้งเตือนการถูกเล็งด้วยแสง Laser(laser warning receiver) และป้องกันตัวด้วยการก่อกวนสัญญาณ(Barage jamming system)
และยานเกราะล้อยาง Jaguar ยังสามารถติดตั้งชุดป้องกันเสริมแบบ Modular, ระบบป้องกันเชิงรุก(APS: Active Protection System) Diamant และระบบแจ้งเตือนการถูกยิงด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี(missile approach warning system) ครับ

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

บังคลาเทศจะจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130J มือสองของอังกฤษ 2เครื่อง

Bangladesh procurement of surplus UK C-130Js confirmed with support deal
Bangladesh is to receive two of the 10 short-bodied C-130Js that the UK is divesting itself of. Source: IHS Markit/Patrick Allen
http://www.janes.com/article/80083/bangladesh-procurement-of-surplus-uk-c-130js-confirmed-with-support-deal

การขายเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีสี่เครื่องยนต์ใบพัด Lockheed Martin C-130J Super Hercules จำนวน 2เครื่องที่เป็นเครื่องส่วนเกินที่ประจำการในกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(RAF: Royal Air Force) แก่บังคลาเทศ
ได้รับการยืนยันโดยสัญญาการสนับสนุนที่ประกาศโดยบริษัท Marshall Aerospace and Defence Group สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ขณะที่ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลเกี่ยวกับการขายเครื่องบินลำเลียง C-130J รุ่นลำตัวสั้นจำนวน 2เครื่องจาก 10เครื่องที่เคยประจำการในกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรแก่บังคลาเทศ
ได้รับการเปิดเผยก่อนหน้านี้จากการประกาศสัญญาสนับสนุนผูกพันหลายปีแก่บริษัท Marshall อังกฤษว่าสัญญาดังกล่าวได้รับการลงนามแล้ว

"การจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130J จากกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรได้มอบกุญแจในการเปิดขยายศักยภาพด้านขีดความสามารถในการขนส่งทางอากาศของเราในปัจจุบัน"
ตัวแทนของกองทัพอากาศบังคลาเทศ(Bangladesh Air Force) ได้กล่าวในพิธีลงนามสัญญาที่มีขึ้นในวันเดียวกับที่มีการประกาศสัญญา ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศบังคลาเทศใน Dhaka

เช่นเดียวกับการดำเนินการสนับสนุนภายในประเทศ บริษัท Marshall จะยังดำเนินการดัดแปลง C-130J ที่รวมการออกแบบ, พัฒนา และติดตั้งขีดความสามารถการส่งกลับทางสายแพทย์(MEDEVAC: Medical Evacuation)
เพื่อให้กองทัพอากาศบังคลาเทศสามารถดำเนินภารกิจส่งกลับทางสายแพทย์ด้วยเครื่องบินลำเลียงภายในประเทศและนอกประเทศในการสนับสนุนภารกิจของสหประชาชาติได้

การจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130J 2เครื่องนี้จะทำให้กองทัพอากาศบังคลาเทศสามารถปลดประจำการเครื่องบินลำเลียง C-130B จำนวน 4เครื่องที่เข้าประจำการในปี 2001 ได้(เป็นเครื่องมือสองที่จัดหาจากสหรัฐฯ)
เช่นเดียวกับที่จะเสริมการทำงานร่วมกับเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางสองเครื่องยนต์ใบพัด Antonov An-32 ยูเครน(NATO กำหนดรหัส Cline) ที่เข้าประจำการในปี 1989 และเครื่องบินลำเลียงเบาสองเครื่องยนต์ใบพัด L-410UVP-200 สาธารณรัฐเช็ก ที่เข้าประจำการในปี 2015 ครับ

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

นาวิกโยธินสหรัฐฯรับมอบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก CH-53K ใหม่เครื่องแรก

Sikorsky Begins CH-53 King Stallion Heavy Lift Helicopter Deliveries to the U.S. Marine Corps
Sikorsky delivered the first of 200 CH-53K King Stallion Helicopters to the USMC from West Palm Beach, Florida, on May 16. Image courtesy of U.S. Marine Corps.
https://news.lockheedmartin.com/2018-05-16-Sikorsky-Begins-CH-53-King-Stallion-Heavy-Lift-Helicopter-Deliveries-to-the-U-S-Marine-Corps#assets_all




บริษัท Sikorsky ในเครือบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ ได้ส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก Sikorsky CH-53K King Stallion เครื่องแรกแก่นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: U.S. Marine Corps) เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ West Palm Beach มลรัฐ Florida สหรัฐ
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก CH-53K นี่เป็นเครื่องแรกจาก 200เครื่องที่คาดว่าจะถูกสั่งจัดหาเข้าประจำการในฝูงบินเฮลิคอปเตอร์ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ

CH-53K เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่สร้างใหม่เพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก Sikorsky CH-53E Super Stallion นาวิกโยธินสหรัฐฯที่มีอายุการใช้งานมานาน
โดย ฮ.ลำเลียงหนัก CH-53E นั้นทำการบินครั้งแรกในปี 1974 และเข้าประจำการในนาวิกโยธินสหรัฐฯตั้งแต่ปี 1981

"การส่งมอบ CH-53K แก่นาวิกโยธินสหรัฐฯครั้งแรกของเราเป็นเครื่องหมายการเริ่มต้นการส่งมอบ ฮ.ลำเลียงหนักยุคใหม่ที่แท้จริงโดย Sikorsky ที่ไร้สิ่งใดเปรียบและขยายขีดความสามารถรอบสนามรบยุคใหม่
เพื่อส่งมอบความยืดหยุ่นทางภารกิจอันมหาศาล และประสิทธิภาพในการขนส่งกำลังรบ, ความช่วยเหลือทางด้านมนุษย์ธรรมและบรรเทาภัยภัยพิบัติแก่เหล่าผู้คนที่ต้องการ" Dan Schultz ประธานบริษัท Sikorsky สหรัฐฯและอดีตนักบิน ฮ.CH-53 กล่าว

"ด้วยเครื่องเพิ่มเติมอีก 18เครื่องที่พร้อมในหลายขั้นของสายการผลิตแล้ว ตลอดจนทุกทีมของ Sikorsky ในความเป็นหุ้นส่วนกับผู้จัดหาของเรา เรากำลังมองไปข้างหน้าเพื่อการส่งมอบเครื่องเพิ่มเติมเพื่อความพึงพอใจแก่ลูกค้าของเรา" Schultz กล่าว
ฮ.ลำเลียงหนัก CH-53K เครื่องแรกจะถูกนำเข้าประจำการ ณ สถานีอากาศนาวิกโยธิน(MCAS: Marine Corps Air Station) New River ใน Jacksonville มลรัฐ North Carolina สหรัฐฯ

ฮ.CH-53K จะเข้าสู่แผนทดสอบขีดความสามารถการสนับสนุน(Supportability Test Plan) โดยนาวิกโยธินสหรัฐฯจะดำเนินการประมินการส่งกำลังบำรุงทั้งในด้านการซ่อมบำรุง, การดำรงความพร้อม และการสนับสนุนทั้งหมดของ ฮ.King Stallion
การประเมินนี้จะเป็นการยืนยันการรับรองขั้นตอนการซ่อมบำรุงที่ถูกต้องโดยช่างเครื่องของนาวิกโยธินสหรัฐฯที่ดำเนินการปรนนิบัติ/บำรุงรักษาเครื่อง

แผนทดสอบขีดความสามารถการสนับสนุนจะทำให้มั่นใจในความพร้อมและการสนับสนุนของเส้นทางการบิน เมื่อ ฮ.CH-53K เข้าสู่การประจำการในนาวิกโยธินสหรัฐฯ
Sikorsky คาดว่าการส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก CH-53K ชุดที่สองแก่นาวิกโยธินสหรัฐฯจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2019

โครงการทดสอบ ฮ.CH-53K ที่เสร็จสินแล้วได้ผ่านขั้นตอนสำคัญทั้ง การลำเลียงสัมภาระด้วยตะขอสายเกี่ยวจุดเดียวใต้เครื่องด้วยน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 36,000lbs(16,329kg), การบินไปข้างหน้าด้วยความเร็ว 200knots, การบินเลี้ยวเอียงข้างทำมุม 60องศา,
การบินที่ระดับความสูง 18,500feet เหนือระดับน้ำทะเล(MSL: Mean Sea Level), การลงจอดและบินขึ้นจากพื้นที่ลาดเอียง 12องศา, การปลดสิ่งบรรทุกนอกลำตัวเครื่องอัตโนมัติ(auto-jettison) และการทดสอบยิงอาวุธปืนจากเครื่อง

"ผมภาคภูมิใจอย่างมากที่ประสบความสำเร็จในงานเพื่อส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ที่ทรงพลังที่สุดที่เคยออกแบบมาให้กับนาวิกโยธินเรา และมั่นใจในทีมงานและการอุทิศตนในโครงการนี้ ซึ่งจะนำพาเราสู่ความพร้อมขีดความสามารถขั้นต้น(IOC: Initial Operational Capability)ในปีหน้า"
พลโท Steven Rudder รองผู้บัญชาการฝ่ายการบิน(Deputy Commandant for Aviation) กองบัญชาการนาวิกโยธินสหรัฐฯ(CMC: Commandant of the Marine Corps)กล่าว(ยศนาวิกโยธินสหรัฐฯเป็นแบบเดียวกับกองทัพบกสหรัฐฯ)

Sikorsky กำลังเตรียมสายการผลิตโรงงานอากาศยานของตนใน Stratford มลรัฐ Connecticut สหรัฐฯ เพื่อเป็นฐานในการผลิต ฮ.CH-53K ที่จะเริ่มขึ้นในฤดูร้อนปี 2018 นี้
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนักใหม่นี้ได้เปิดตัวที่ต่างประเทศครั้งแรกในการแสดงการบินนานาชาติ ILA Berlin Air Show 2018 ที่เยอรมนีระหว่างวันที่ 25-29 เมษายนที่ผ่านมา

ตามโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก Schweren Transporthubschrauber(STH) ของกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) เพื่อทดแทน ฮ.ลำเลียงหนัก CH-53G ที่มีอายุการใช้งานมานาน
Sikorsky CH-53K จะทำการแข่งขันกับเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก Boeing CH-47F Chinook ที่เข้าประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯ(U.S. Army) แล้ว(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/sikorsky-ch-53k-boeing-ch-47f.html)

CH-53K King Stallion เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่สร้างใหม่โดยใช้การออกแบบอัจฉริยะยุคใหม่ ให้มีความน่าเชื่อถือสูง, ต้องการการบำรุงรักษาต่ำ, มีความพร้อมปฏิบัติการสูง และเพิ่มการความอยู่รอดในการปฏิบัติการ จากฐานปฏิบัติการส่วนหน้าส่วนใหญ่ที่ยากลำบากและห่างไกล
สายการผลิตระดับต่ำ(LRIP: Low-rate initial production) 26เครื่องใน 4lot จะดำเนินไปจนถึงไตรมาสที่4ของปี 2023 และสายการผลิตเต็มอัตรา(Full-rate production) 126เครื่องจะเริ่มรับสัญญาจ้างใน Lotที่5 ไตรมาสที่4 ปี 2019 จนถึง Lotที่12 ในสิ้นปี 2031 ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

รัสเซียจะเตรียมนำระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-500 เข้าสู่สายการผลิต และเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

Putin calls to prepare S-500 missile system for mass production
The Russian leader also called for rearming 14 regiments with Yars ballistic missile systems
The Russian Ministry of Defense
http://tass.com/defense/1004464

ประธานาธิบดีรัสเซีย Vladimir Putin กล่าวเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่าความพยามต่อไปคือความจำเป็นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเครื่องมือสงครามต่อต้านอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง
และสั่งการให้เตรียมการนำระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ S-500 เข้าสู่สายการผลิตจำนวนมาก

"หนึ่งในงานกุญแจสำคัญคือการเพิ่มพูนความสามารถสงครามต่อต้านอาวุธความแม่นยำสูง มันมีความจำเป็นจะต้องพัฒนาและเสริมสร้างงานรากฐานทางเทคโนโลยีในขอบเขตการป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อเดินหน้าการปรับปรุงความทันสมัยของระบบ Pantsir
เพื่อเสร็จสิ้นการพัฒนาและเตรียมการสำหรับสายการผลิตของ S-500 ระบบใหม่ล่าสุดที่สามารถทำลายเป้าหมายที่ระดับเพดานบินสูงมากๆ รวมถึงขอบชั้นบรรยากาศโลกใกล้ห้วงอวกาศ" ประธานาธิบดี Putin กล่าวในการประชุมกลุ่มนายทหารระดับสูงกับผู้บริหารภาคอุตสาหกรมความมั่นคงรัสเซีย

การประชุมร่วมกับคณะผู้บัญชาการกองทัพรัสเซียและกลุ่มผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซียมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย รักษาการรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Sergei Shoigu,
หัวหน้าคณะเสนาธิการทหารกองทัพรัสเซีย พลเอก Valery Gerasimov, รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Yuri Borisov และเจ้าหน้าที่อื่นๆ

ประธานาธิบดี Putin ยังได้สั่งการให้เดินหน้าการปรับปรุงความทันสมัยของกองกำลังอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ และเปลี่ยนแบบหน่วยขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ 14กรมให้ใช้ขีปนาวุธข้ามทวีป(ICBM: Intercontinental Ballistic Missile) แบบ Yars ก่อนสิ้นเดือนธันวาคม 2018
"กองกำลังนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์เป็นกุญแจสำคัญต่อความมั่นคงและความปลอดภัย ตามโครงการยุทโธปกรณ์แห่งรัฐที่วางไว้ เราะเดินหน้าเปลี่ยนระบบขีปนาวุธ Topol ที่ล้าสมัยเป็นระบบ Yars ใหม่ล่าสุด และนำพวกมันเข้าไปในตารางยุทโธปกรณ์ของ 14กรมขีปนาวุธ" Putin กล่าว

ประธานาธิบดี Putin ยังกล่าวว่าระบบอาวุธนิวเคลียร์สามเหล่าทัพจะถูกเพิ่มศักยภาพขึ้น ด้วยการปรับปรุงเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ Tu-95MS และ Tu-160 ที่ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนทางยุทธศาสตร์ Kh-101 และ Kh-102
Putin เสริมว่าการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ชั้น Project 955 Borey(SSBN) ใหม่ 5ลำ ต้องเดินหน้าไปตามกำหนดการ

"ในหลายปีที่ผ่านมา เราได้ทำการเพิ่มศักยภาพของกองทัพหลายอย่าง โครงสร้างและจำนวนของกองทัพได้รับการปรับแต่ง การตรวจสอบความพร้อมโดยไม่แจ้งล่วงหน้าได้รับดำเนินการเป็นปกติในทุกเหล่าของกองทัพ หน่วยทหารได้รับอาวุธและยุทโธปกรณ์ใหม่ตามระเบียบปฏิบัติประจำ"
ประธานาธิบดี Putin กล่าวโดยเสริมว่าปี 2018 นี้ รัสเซียจะเปิดตัวระบบอาวุธขั้นก้าวหน้าหลายอย่างที่ไม่มีระบบของต่างประเทศใดจะทัดเทียมได้ "เรารู้ว่าพวกมันอยู่ในระดับของความสำเร็จที่หลากหลาย เราจะจับตาในประเด็นเหล่านี้" Putin กล่าว

ก่อนหน้านี้ระหว่างการแถลงผลงานของรัฐบาลประจำปีต่อสมัชชาแห่งชาติรัสเซียเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Putin ได้ประกาศถึงการพัฒนาและทดสอบระบบอาวุธทางยุทธศาสตร์ใหม่หลายอย่าง เช่น ขีปนาวุธข้ามทวีป Sarmat,
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นความเร็วเหนือเสียง Hypersonic แบบ Kinzhal, อาวุธปล่อยนำวิถีร่อนนิวเคลียร์ และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) ที่ติดอาวุธตามแบบและอาวุธนิวเคลียร์ได้ครับ(http://aagth1.blogspot.com/2018/03/ur-100n-avangard.html)

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

จอร์แดนแสดงเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1F Cobra สหรัฐฯที่ปรับปรุงใหม่

Upgraded Cobra takes a bow [SOFEX18D2]
Last month the first two AH- 1F Cobras to be upgraded for the Royal Jordanian Air Force were returned from rework at the Science & Engineering Services (SES) facility at Huntsville, Alabama, and one is on show at SOFEX in the outside display area.
http://www.janes.com/article/79924/upgraded-cobra-takes-a-bow-sofex18d2

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1F Cobra กองทัพอากาศจอร์แดน(Royal Jordanian Air Force) ชุดแรก 2เครื่องที่ได้รับการปรับปรุงความทันสมัยจากโรงงาน Science & Engineering Services(SES) ที่ Huntsville มลรัฐ Alabama สหรัฐฯ ได้ถูกส่งกลับมายังจอร์แดนแล้ว โดย AH-1F ที่ปรับปรุงใหม่ 1เครื่องได้ถูกจัดแสดงในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์และสัมมนาหน่วยปฏิบัติการพิเศษ SOFEX 2018 (Special Operations Forces Exhibition & Conference) ที่ Amman จอร์แดน ระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ตามขั้นตอนการแข่งขันโครงการ SES สหรัฐฯได้รับสัญญาเพื่อดำเนินการปรับปรุงอย่างครอบคลุมหลายด้านต่อ ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ดั้งเดิม 12เครื่องของกองทัพอากาศจอร์แดน โดยมี AH-1F ที่ปรับปรุงเสร็จแล้วอีก 3เครื่องอยู่ที่สหรัฐฯเพื่อรอการเสร็จสิ้นการบินทดสอบ
เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1F ที่ปรับปรุงแล้วทั้ง 12เครื่องมีกำหนดจะส่งกลับไปยังจอร์แดนก่อนสิ้นปี 2018 นี้ หลังการทดสอบยิงกระสุนจริงที่มีกำหนดการในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งหลังจากนั้น ฮ.AH-1F จะพร้อมสำหรับการปฏิบัติการ

โครงการปรับปรุงของ SES นั้นครอบคลุมในสามส่วนคือ โครงสร้างอากาศยาน, ระบบ Avionic และระบบอาวุธ ขั้นแรกเฮลิคอปเตอร์ทั้งเครื่องจะถูกถอดชิ้นส่วนออกและทำการตรวจสอบและซ่อมแซมถ้าจำเป็น
โรงงาน SES ได้ทำงานกับโครงสร้างอากาศยาน OEM ของบริษัท Bell สหรัฐฯ และตัวแทนสนับสนุนเครื่องยนต์จากบริษัท Honeywell สหรัฐฯ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ฮ.จะอยู่ในสถานะพร้อมสูงสุด รวมถึงการเดินสายภายในเครื่องใหม่

ขั้นต่อไป ฮ.โจมตี AH-1F Cobra จะได้รับการติดตั้งชุดระบบ Avionic ใหม่ที่มีพื้นฐานจากระบบ Avionic บูรณาการแบบ Northrop Grumman Integrated Avionics System
ซึ่งได้รับการติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Bell UH-1Y Venom และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1Z Viper ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ(US Marine Corps) รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Sikorsky UH-60V ของกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army)

ห้องนักบินของ ฮ.โจมตี AH-1F ได้รับการติดตั้งจอแสดงผลเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ 2จอภาพของบริษัท L-3 สหรัฐฯ และจอแสดงผลสำรองขนาดเล็กของบริษัท Rockwell Collins สหรัฐฯ
ระบบนำร่องได้การปรับปรุงติดตั้งระบบนำร่องดาวเทียม/แรงเฉื่อย GPS/INS จากบริษัท Northrop Grumman สหรัฐฯโดยมีพื้นฐานจากระบบ LN-251 ด้วยเข็มทิศ Gyro แบบ fibre-optic และติดตั้งวิทยุสื่อสาร Rockwell Collins AN/ARC-210

กล้องเล็งโทรทัศน์ดั้งเดิมของ ฮ.โจมตี AH-1F ที่ส่วนหัวเครื่องถูกแทนที่ด้วยแท่นกล้อง Electro-Optic/Infrared แบบ L-3 Wescam MX-15D แคนาดา
ระบบป้องกันตัวและต่อต้านได้รับการเสริมติดตั้งระบบแจ้งเตือนอาวุธปล่อยนำวิถี Orbital ATK AN/AAR-47 Missile Approach Warning System สหรัฐและเครื่องปล่อยเป้าลวง Chaff/Flare แบบ Extant Aerospace AN/ALE-47 สหรัฐฯ

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นหลักสำหรับ ฮ.โจมตี Cobra เดิมคืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง BGM-71 TOW แต่ ฮ.โจมตี AH-1F ที่ปรับปรุงแล้วจะสามารถติดตั้งรางปล่อยอาวุธแบบ M310 สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อสู้รถถัง Lockheed Martin AGM-114R Hellfire
ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ที่ปรับปรุงแล้วยังสามารถติดตั้งกระเปาะจรวดไม่นำวิถี Hydra 70 ขนาด 2.75"(70mm) ทั้งกระเปาะจรวด M260 ความจุ 7นัด และกระเปาะจรวด M261 ความจุ 19นัด

โดยกองทัพอากาศจอร์แดนมีความประสงค์ที่ใช้จรวดนำวิถี Laser แบบ BAE Systems APKWS (Advance Precision Kill Weapon System) กับ ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ที่ปรับปรุงใหม่
และชุดคำสั่งที่จำเป็นสำหรับการรองรับจรวดนำวิถี Laser APKWS 2.75" กำลังอยู่ในการเตรียมการ โดยตั้งเป้าที่จะมีการทดสอบอาวุธภาคสนามในปลายปี 2018 นี้

SES ได้ทำการออกแบบและงานวิศวกรรมการดัดแปลงปรับปรุงเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1F Cobra ด้วยตนเอง และกำลังประชาสัมพันธ์ขีดความสามารถใหม่นี้แก่ผู้ใช้งาน ฮ.โจมตี AH-1F Cobra รายอื่นๆ
ที่นอกจากอิสราเอลที่ปลดประจำการไปแล้ว, ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ที่กำลังมีแผนจะปลดประจำการลงในอนาคต และตุรกีที่มีโครงการปรับปรุงของตนเองนั้น ยังมีผู้ใช้ ฮ.โจมตี AH-1 หลายประเทศ เช่น บาห์เรน ปากีสถาน รวมถึงเคนย่า และฟิลิปปินส์(เครื่องมือสองจากจอร์แดน)ด้วย(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/m113-ah-1f.html)

โดยผู้ใช้งานอีกประเทศหนึ่งคือกองทัพบกไทย(Royal Thai Army) ที่มี ฮ.จ.๑ Bell AH-1F Cobra ๗เครื่องที่ประจำการใน กองพันบินที่๓ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก
ซึ่งกองทัพบกไทยมีโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่ทดแทนราว ๖-๘เครื่อง หรืออาจจะพิจารณาแนวทางปรับปรุง ฮ.จ.๑ AH-1F เพื่อใช้งานต่อไปครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/blog-post_18.html)

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เกาหลีใต้ทำพิธีปล่อยเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LPH-6112 Marado ใหม่ลงน้ำ

South Korea's HHIC Launched V-22 Capable LPH Marado for ROK Navy


Launch ceremony for the second Landing Platform Helicopter (LPH) amphibious assault ship 'Marado' of the ROK Navy. DAPA picture
http://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2018/may-2018-navy-naval-defense-news/6219-south-korea-s-hhic-launched-v-22-capable-lph-marado-for-rok-navy.html









DAPA press for LPH-6112 Marado
https://www.facebook.com/dapa.Korea/posts/1763144190411752

สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration), กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(ROKN: Republic of Korea Navy) และบริษัทอู่ต่อเรือ Hanjin Heavy Industries and Construction(HHIC) ใน Yeongdo, Busan สาธารณรัฐเกาหลี
ได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์(LPH: Landing Platform Helicopter) ลำใหม่ LPH-6112 Marado เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา

เมื่อเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LPH-6112 Marado เข้าประจำการในปี 2020 จะเป็นเรือ LPH ชั้น Dokdo ลำที่สองของกองทัพเรือเกาหลีใต้ต่อจากเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LPH-6111 Dokdo ที่เป็นลำแรกของชั้น
โดยพิธีปล่อยเรือลงน้ำนั้นได้มีแขกผู้มีเกียรติร่วมงานเช่น รัฐมนตรีกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี Song Young-moo และ พลเรือเอก Um Hyun-seong ผู้บัญชาการทหารเรือกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี

ในเดือนตุลาคม 2010 รัฐสภาสาธารณรัฐเกาหลีใต้ตัดสินใจอนมัติการสร้างเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Dokdo ลำที่สอง
ต่อมาหลังจากที่มีการชะลอการตัดสินใจของรัฐบาลเกาหลีใต้มาหลายครั้ง เมื่อ 23 ธันวาคม 2014 DAPA เกาหลีใต้ได้ลงนามสัญญากับบริษัท HHIC วงเงิน 417.5 billion Korean Won($380 million) เพื่อการสร้างเรือ LPH ลำที่สองนี้

HHIC เกาหลีใต้ได้เสร็จสิ้นการทบทวนการออกแบบทางเทคนิคของเรือในเดือนมีนาคม 2016 และทำพิธีตัดเหล็กแผ่นแรกในเดือนพฤศจิกายน 2016 เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LPH-6112 Marado ได้ทำพิธีวางกระดูกงูเรือเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2017
โดยอู่เรือ HHIC เป็นผู้ออกแบบและสร้างเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LPH-6111 Dokdo ที่เข้าประจำการในกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2007

LPH-6112 Marado มีพื้นฐานจากเรือ LPH ชั้น Dokdo โดยได้มีการปรับปรุงพัฒนาคุณสมบัติหลายประการของเรือให้สูงยิ่งขึ้น "Marado มีพื้นฐานที่เหมือนกับ Dokdo แต่ติดตั้งระบบและอุปกรณ์ที่ปรับปรุงเพิ่มขึ้น" เจ้าหน้าที่ของ DAPA เกาหลีใต้กล่าว
ตามข้อมูลจาก DAPA เรือ LPH Marado ติดตั้ง Radar นำร่องใหม่, อุปกรณ์ตรวจจับ Infrared และ Radar ตรวจการณ์ 3D(ในตำแหน่งของ Radar แบบ Thales SMART-L บนเรือ LPH Dokdo) ซึ่งทั้งหมดพัฒนาในเกาหลีใต้

กองทัพเรือเกาหลีใต้ยังได้กล่าวถึงระบบป้องกันอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำบนเรือด้วย "ระบบอาวุธยุทโธปกรณที่พัฒนาในประเทศ เช่น Radar นำร่อง, ระบบป้องกันอาวุธปล่อยนำวิถี และระบบอำนวยการรบที่พัฒนาขึ้นจะได้รับการติดตั้งในเกาหลี
ขีดความสามารถด้านการตรวจจับเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศยังได้เพิ่มขึ้นโดยการติดตั้ง Radar ป้องกับภัยทางอากาศแบบตรึง นอกจากนี้อุปกรณ์และส่วนประกอบหลักเช่น ใบจักรและ lift ยังถูกผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้มาก" เอกสารประชาสัมพันธ์กล่าว

ดาดฟ้าบินของเรือ LPH-6112 Marado ยังถูกปรับแต่งให้สามารถรองรับการปฏิบัติการของอากาศยานใบพัดกระดก Bell Boeing V-22 Osprey สหรัฐฯ ซึ่งภาพวาดประชาสัมพันธ์จาก DAPA แสดงถึงภาพเรือที่มี V-22 Osprey บนดาดฟ้าเรือ
ระบบอาวุธของเรือ LPH Marado ที่ปรากฎจะมีระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) ปืนใหญ่กลหกลำกล้องหมุน  Raytheon Phalanx 20mm 2ระบบที่หัวเรือ 1ระบบ และท้ายเรือ 1ระบบ

เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LPH-6112 Marado มีความยาวตัวเรือ 199m กว้าง 31m ระวางขับน้ำ 14,500tons มีความเร็วสูงสุด 23knots พิสัยทำการไกลสุด 10,000nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 18knots และมีกำลังพลประจำเรือ 300นาย
สามารถบรรทุกทหารราบนาวิกโยธินพร้อมเครื่องสนามเต็มอัตราได้ 720นาย, รถถังหลัก 10คัน, รถยนต์บรรทุก 10คัน, รถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7 7คัน และปืนใหญ่อัตตาจร 3ระบบ

อู่ลอย(Well-Deck)ในตัวเรือ รองรับเรือระบายพลขนาดใหญ่ LCU(Landing Craft Utility) 2ลำ หรือยานเบาะอากาศ LCAC(Landing Craft Air Cushion) 2ลำ สำหรับการบรรทุกทหารและยานพาหนะทุกประเภทออกจากอู่ลอยท้ายเรือเพื่อยกพลขึ้นสู่ฝั่ง
โรงเก็บอากาศยานใต้ดาดฟ้าเรือสามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์ได้ 15เครื่อง รวมถึง V-22 จำนวนหนึ่ง ดาดฟ้าบินบนเรือสามารถรองรับปฏิบัติการของเฮลิคอปเตอร์ที่มีประจำการในกลุ่มชาติสมาชิก NATO ได้ทุกแบบพร้อมกันสูงสุด 5เครื่อง

จะเห็นได้ว่า LPH-6112 Marado มีคุณสมบัติเรือใกล้เคียงกับ LPH-6111 Dokdo เดิม ยกเว้นระบบอุปกรณ์และระบบอาวุธเช่นเรือ LPH Dokdo ติดปืนใหญ่กลเจ็ดลำกล้องหมุน Goalkeeper CIWS 30mm และแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ RIM-116 RAM ความจุ 21นัด
"เรือ Marado ได้สะท้อนถึงการพัฒนาของ Technology ทางทหารของเกาหลีใต้ ด้วยการใช้ Technology ของเกาหลีใต้สำหรับอุปกรณ์บนเรือที่มากที่สุด เราคาดว่านี่จะยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงลง" กองทัพเรือเกาหลีใต้และ DAPA แถลงครับ

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 จีนลำแรกที่สร้างในประเทศเริ่มการทดลองเรือในทะเล

Video: China's First Home-Built Aircraft Carrier Started Sea Trials


China's first home-built aircraft carrier leaves Dalian in northeast China's Liaoning Province for sea trials on May 13, 2018.
http://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2018/may-2018-navy-naval-defense-news/6216-video-china-s-first-home-built-aircraft-carrier-started-sea-trials.html


เรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกที่จีนสร้างเองในประเทศ ได้ออกจากท่าเรือ Dalian ในมณฑล Liaoning ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเริ่มการทดลองเรือในทะเลเมื่อตอนเช้าของวันที่ 13 พฤษภาคม 2018
เมื่อเข้าประจำการเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 ที่ยังไม่ได้รับการตั้งชื่อ(เดิมรู้จักในชื่อเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 001A ชื่อเรือ CV-17 Shandong) นี้จะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy)

การทดลองเรือในทะเลของเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 ระวางขับน้ำราว 50,000tons นี้เป็นขั้นตอนสำคัญนับตั้งแต่ที่เรือถูกปล่อยลงน้ำที่อู่เรือ Dalian เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2016(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/type-001a_26.html)
ซึ่งการเริ่มการทดลองเรือในทะเลของเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองที่จีนสร้างเองในประเทศทั้งลำเป็นลำแรกนี้ ได้สร้างความสนใจแก่สื่อจีนและประชาชนผู้สนับสนุนกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนอย่างสูงมาก

ขณะที่กระทรวงกลาโหมจีนและกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ประกาศเหตุการณ์นี้เมื่อเช้าวันที่ 13 พฤษภาคม แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาและสถานที่สำหรับการทดลองเรือในทะเลของเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองจีน
อย่างไรก็ตาม Website ภาษาฝรั่งเศส Eastpendulum ได้รายงานอ้างถึงประกาศแจ้งเตือน LN-0103 ที่ออกโดยสำนักงานรักษาความปลอดภัยทางทะเลจีนเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม(http://www.lnmsa.gov.cn/Detail_JingGao.aspx?id=124B3A759F9C4B548E77D86F88ECB256)

ว่าดูเหมือนข้อมูลในบางจุดเช่นเดียวกับการทดลองเรือในทะเลของเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 001 CV-16 Liaoning เรือบรรทุกเครื่องลำแรกของจีนเมื่อเดือนสิงหาคม 2011
(CV-16 Liaoning เดิมคือเรือบรรทุกเครื่องชั้น Admiral Kuznetsov ชื่อ Varyag ที่จีนซื้อจากยูเครนในสภาพที่สร้างไม่เสร็จ และจีนนำมาสร้างใหม่จนสมบูรณ์เข้าประจำการในปี 2012)

โดยประกาศแจ้งเตือน LN-0103 ระบุพื้นที่ในทะเลขนาดใหญ่ 3,666ตารางกิโลเมตร บนปริมณฑลเส้นรอบวงยาว 253km กำหนดเป็นพื้นที่ถูกปิดกั้นสำหรับการจราจรทางทะเลของพลเรือนสำหรับ "ภารกิจทางทหาร"
ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม เวลา 0900 ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม เวลา 1200 รวม 6วัน และมีการกำหนดพื้นที่ห้ามเข้าไปในทะเลระยะประมาณ 100km จากตะวันออกเฉียงใต้ของ Dalian ในส่วนตอนเเหนือของทะเลเหลือง

ตามข้อมูลทางการของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(https://mp.weixin.qq.com/s/2M7YEis8jN123enggeu-HA) การรณรงค์การทดลองเรือในทะเลของเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 จะทุ่มเทไปยังการทดสอบความน่าเชื่อถือและความเสถียรของระบบพลังงานและอุปกรณ์อื่นๆของเรือ
ในกรณีของเรือบรรทุกเครื่องบิน Liaoning ระบบขับเคลื่อนของเรือที่เกี่ยวข้องอยู่ในสภาพดีขณะที่จัดหามา โดยวิศวกรจีนสามารถทำให้มันกลับมาใช้งานได้ตามที่ออกแบบไว้เดิม ขณะที่ปรับปรุงในส่วนที่จำเป็นที่มีข้อบกพร่องจากการออกแบบดั้งเดิมของเรือ

ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 ลำใหม่ได้ออกแบบติดตั้งระบบขับเคลื่อนกังหันไอน้ำใหม่ ซึ่งพัฒนาเสร็จในปี 2009 ซึ่งเดิมตั้งใจจะนำมาใช้กับเรือบรรทุกเครื่องบินแบบ CATOBAR(Catapult Assisted Take-Off But Arrested Recovery) ในอนาคต(รู้จักในชื่อเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 003)
แต่จีนได้ตัดสินใจที่จะสร้างเรือลำที่สองเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินแบบ STOBAR(Short Take-Off But Arrested Recovery) เช่นเดียวกับลำแรก Liaoning ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค ระบบขับเคลื่อนกังหันไอน้ำใหม่ใหม่นี้จึงถูกติดตั้งกับเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002

เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองของจีน Type 002 นี้คาดว่าจะมีกำหนดส่งมอบเรือเข้าประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนราวเดือนกันยายน 2019 ตามข้อมูลจาก Eastpendulum
เมื่อเปรียบเทียบขั้นตอนการสร้างเรือบรรทุกเครื่องสองลำแรกของจีนพบว่ามีช่วยระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันมาก โดยเรือบรรทุกเครื่องบิน Liaoning เริ่มการทดลองเรือในทะเลครั้งแรกเมื่อ 10 สิงหาคม 2011 และเข้าประจำการเมื่อ 25 กันยายน 2012 รวม 1ปี 1เดือน

สำนักออกแบบ 701 ของ CSIC(China Shipbuilding Industry Corporation) รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรทางเรือของรัฐบาลจีนได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงการออกแบบใหม่หลายอย่างของเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 เมื่อเทียบกับเรือบรรทุกเครื่องบิน Liaoning
แต่ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินทั้งสองลำจะยังคงถูกพิจารณาว่าเป็นเรือพี่น้องกัน การรับรองความปลอดภัยการทดลองเรือในทะเลของเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 ลำใหม่นี้น่าจะใช้ระยะเวลาการทดลองเรือในทะเลไม่นานเท่าเรือบรรทุกเครื่องบิน Liaoning

ความแตกต่างบางส่วนหรือการเปลี่ยนแปลงการออกแบบระหว่างเรือบรรทุกเครื่องบินจีนทั้งสองลำนั้นรวมถึงระบบขับเคลื่อน, ระบบอำนวยการรบที่ปรับปรุงใหม่เต็มรูปแบบ และโครงสร้างระบบที่ติดตั้งภายในเรือบางอย่าง
เช่น หอเรือของ Type 002 จะมีความยาวสั้นกว่า Liaoning ทำให้มีพื้นที่บนดาดฟ้าบินบนเรือที่กว้างขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเพิ่มจำนวนอากาศยานไปกับเรือได้ โดยเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 ยังคงบรรทุกเครื่องบินไปเรือได้ 36เครื่อง รวมเครื่องบินขับไล่ J-15 24เครื่อง

ชุดภาพถ่ายและวีดิทัศน์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมยังทำให้เห็นถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 ได้ติดตั้งแท่นเครื่องยิงลูกระเบิดต่อต้านนักประดาน้ำแบบ 12ท่อยิง จากที่เรือบรรทุกเครื่องบิน Liaoning ติดตั้งแท่นเครื่องยิงลูกระเบิดต่อต้านนักประดาน้ำแบบ 8ท่อยิง
Lift ขนส่งเครื่องกระสุนยุทโธปกรณ์เบา 4ตัวที่ตั้งอยู่ระหว่างแผ่นยกกำบังไอพ่น(Deflector) 2ตัวที่ต้นทางวิ่ง Ski-Jump ความยาว 105m ของเรือ Liaoning ดูเหมือนจะถูกเปลี่ยนเป็น Lift ขนาดใหญ่ตัวเดียวบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002

รายงานจากสถานีโทรทัศน์ CCTV(China Central Television) จีน ยังได้เปิดเผยถึงนามของผู้บังคับการเรือของเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ของจีนคือ พลเรือตรี Lai Yi Jun อดีตผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตที่8 และอดีตผู้บังคับการเรือฟริเกตชั้น Type 053H3 ชื่อ FFG-522 Lianyungang
พลเรือตรี Lai ถูกประกาศว่าเป็นผู้บังคับการเรือที่ดีที่สุดของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนในปี 2010 แม้ ผบ.เรือคนใหม่นี้จะไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่แหล่งข่าวที่ไม่เป็นทางการระบุว่า พลเรือตรี Lai เป็นคนที่ "ฉลาดมากๆ" และมี "ทักษะภาษาอังกฤษในระดับที่ดีมาก" ครับ

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

กองทัพเรือรัสเซียนำเครื่องบินขับไล่ Su-30SM วางกำลังที่ซีเรีย

Russia Navy deploys Su-30SM fighters to Syria

The Russian Navy has taken delivery of 28 Su-30SMs since 2014. Source: Anadolu Agency/Getty Images
http://www.janes.com/article/79996/russia-navy-deploys-su-30sm-fighters-to-syria


ส่วนแยกของเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SM(NATO กำหนดรหัส Flanker-H) กองการบินทหารเรือรัสเซีย(Russian Naval Aviation) ได้ถูกนำไปวางกำลังที่ฐานทัพอากาศ Khmeimim ซีเรีย
นับเป็นภารกิจนอกประเทศครั้งแรกของเครื่องบินขับไล่ครองอากาศแบบใหม่ล่าสุดที่ประจำการในกองทัพเรือรัสเซีย(Russia Navy)

เครื่องบินขับไล่ Su-30SM จำนวน 2เครื่องที่ถูกถ่ายภาพได้ครั้งแรกระหว่างที่สื่อเยี่ยมชมฐานทัพอากาศหลักของรัสเซียในตะวันออกกลางระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน และ 9 พฤษภาคม
แสดงถึงเครื่องบินขับไล่ Su-30SM ที่ทำสีในรูปแบบที่โดดเด่นของกองการบินทหารเรือรัสเซียซึ่งจัดแสดงในระหว่างการสวนสวนสนามวันชัยชนะสงครามโลกครั้งที่2 ณ ฐานทัพอากาศ Khmeimim ซีเรีย

เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ซึ่งติดปีก Canard จำนวน 6เครื่องยังสามารถเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมเอกชนที่จับภาพฐานทัพอากาศ Khmeimim ซีเรียในอีก 6วันให้หลัง
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ากระทรวงกลาโหมรัสเซียจะมีการประกาศการวางกำลังเครื่องบินขับไล่ Su-30SM ของกองทัพเรือรัสเซียที่ซีเรียอย่างเป็นทางการเมื่อไร

แต่เครื่องบินขับไล่ Su-30SM กองทัพเรือรัสเซีย 1เครื่องมีภาพปรากฎจากฐานทัพอากาศ Khmeimim ถูกเผยแพร่ทาง Online ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมแล้ว
โดยเครื่องบินขับไล่ของกองการบินทหารเรือ กองทัพเรือรัสเซียนั้นไม่เคยปรากฏในภาพถ่ายดาวเทียมจากฐานทัพอากาศ Khmeimim ซีเรียในเดือนก่อนหน้านี้

แม้ว่า Su-30SM จะเป็นเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ แต่เครื่องที่ปรากฎภาพในซีเรียนั้นจะถูกติดตั้งระบบอาวุธและอุปกรณ์สำหรับปฏิบัติการครองอากาศ โดยภาพที่ปรากฎแสดงถึงการติดระบบอาวุธผสมกัน
ทั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางนำวิถี Active-Radar แบบ Vympel NPO R-77 และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Vympel R-73

เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ที่วางกำลังที่ซีเรียน่าจะมาจาก กรมบินจู่โจมนาวีอิสระที่43(43rd Independent Naval Assault Aviation Regiment) ซึ่งมีที่ตั้ง ณ ฐานทัพอากาศ Saki ใน Crimea รัสเซีย
กรมบินที่43 นี้เป็นหน่วยขึ้นตรงของกองเรือทะเลดำ(Black Sea Fleet) ฐานทัพเรือ Sevastopol ซึ่งรับผิดชอบการปฏิบัติการทางอากาศของกองทัพเรือรัสเซียในทะเล Mediterranean ครับ

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

รัสเซียเสร็จสิ้นการส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 แก่จีนครบกรมแรก

Russia completes delivery of first regimental set of S-400 to China — source
A regimental set of S-400 systems was dispatched to China by three ships
Stanislav Krasilnikov/TASS
http://tass.com/defense/1003625

รัสเซียได้เสร็จสิ้นการส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล S-400 ครบชุดสำหรับกรมแรกแก่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAF: People’s Liberation Army)
เรือขนส่งลำที่สามซึ่งบรรทุกอุปกรณ์สนับสนุนที่ยังขาดได้เดินทางถึงท่าเรือจุดหมายแล้ว โดยจีนจะเริ่มขั้นตอนการตรวจรับมอบระบบในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ตามที่แหล่งข่าวในภาคการทูตทางทหารกล่าวกับ TASS

"ยุทโธปกรณ์ทางทหารชุดสุดท้ายสำหรับระบบ S-400 กรมแรกของจีนได้ถูกขนส่งทางทะเลจาก Ust-Luga ในภาค Leningrad รัสเซียเดินทางไปถึงจีนแล้ว
เรือได้นำอุปกรณ์ที่ไม่ได้รับความเสียหายจากพายุที่ช่องแคบอังกฤษและอุปกรณ์ที่ได้รับการซ่อมแซมหลังจากเกิดความเสียหายแล้ว" แหล่งข่าวกล่าว

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 หนึ่งกรมได้ถูกจัดส่งถึงจีนโดยเรือขนส่งสามลำ กองบริการสหพันธรัฐเพื่อความร่วมมือทางทหาร-เทคนิค(FSMTC: Federal Service for Military-Technical Cooperation) รัฐบาลรัสเซียกล่าวเมื่อเดือนมกราคม 2018 ว่า
ระหว่างเกิดพายุรุนแรงที่ช่องแคบอังกฤษนั้นอุปกรณ์สนับสนุนที่อยู่บนเรือขนส่งลำหนึ่งจากสามลำได้รับความเสียหาย เรือขนส่งได้เดินทางกลับไปยังท่าเรือต้นทางเรือตรวจสอบผลกระทบที่ได้รับว่ามีชิ้นส่วนใดของระบบที่ได้รับความเสียหาย

ต่อมาในเดือนเมษายนมีการประกาศว่าเรือขนส่งสองลำแรกได้ทำการขนส่งอุปกรณ์สำหรับ S-400 ได้เดินทางถึงจีน ตามข้อมูลล่าสุดตอนนี้เรือขนส่งลำที่สามได้เดินทางถึงจีนแล้ว
ระบบ S-400 ที่ครบชุดทั้งกรมได้อยู่ในจีนแล้ว ประกอบด้วย ที่บังคับการ, Radar, แท่นยิง, อาวุธปล่อยนำวิถีป้องกันภัยทางอากาศ, อุปกรณ์แหล่งกำเนิดพลังงาน, และอุปกรณ์อื่นๆ

ผู้เชี่ยวชาญรัสเซียจะเริ่มการส่งมอบยุทโธปกรณ์ทางทหารแก่จีนในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดจะได้เวลาดำเนินการประมาณสองเดือน
ทางกองบริการสหพันธรัฐเพื่อความร่วมมือทางทหาร-เทคนิครัฐบาลรัสเซียได้งดที่จะแสดงความเห็นใดๆในเรื่องนี้

การบรรลุผลสัญญากับจีนสำหรับการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รัสเซียได้รับการประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2014(http://aagth1.blogspot.com/2014/04/s-400.html)
ผู้ช่วยประธานนาธิบดีรัสเซียด้านความร่วมมือเทคนิคทางทหารได้ยืนยันการบรรลุผลสัญญาของจีนในเดือนพฤศจิกายน 2015

โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นลูกค้าส่งออกต่างประเทศรายแรกของระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 โดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีแผนที่จะจัดตั้งหน่วย S-400 จำนวนสองกรมป้องกันภัยทางอากาศ
S-400 Triumf(NATO กำหนดรหัส SA-21 Growler) เป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานพิสัยไกลที่ออกแบบให้สามารถทำลายอาวุธโจมตีทางอากาศ(รวมถึงเครื่องบินตรวจจับได้ยาก Stealth) และเป้าหมายอื่นๆท่ามกลางการระดมยิงอย่างหนักและการต่อต้านทางวิทยุ-ไฟฟ้าครับ