วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

การผลิตและทดสอบรถถังหลัก VT4 กองทัพบกไทยที่โรงงาน Norinco จีน

The Economic Code of Strong Army 20170727 King of Land Battle: Armored Tank CCTV 
August 1st of every year is the Army Day memorising the establishment of Chinese Workers' and Peasants' Red Army.






























Production Line, Testing in Terrain and Firing range of VT4(MBT-3000) Main Battle Tank for Royal Thai Army

สารคดีพิเศษของสถานีโทรทัศน์ CCTV สาธารณรัฐประชาชนจีนที่ออกอากาศในวันที่ ๒๘ กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้รายงานการพัฒนารถถังหลักยุคใหม่ของจีนในโอกาสครบรอบวันกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(People's Liberation Army Day)ที่จะถึงในวันที่ ๑ สิงหาคมนี้
รายงานพิเศษของ CCTV ได้แถลงถึงสายการผลิต การทดสอบการขับเคลื่อนในถนนและภูมิประเทศ รวมถึงการทดสอบยิงปืนใหญ่รถถังของรถถังหลัก VT4(MBT-3000) ที่ผลิตโดยโรงงาน Norinco ในจีน
ซึ่งก็ตามที่ทราบว่ารถถังหลัก VT4 จีนนั้นมีประเทศลูกค้าส่งออกปัจจุบันคือกองทัพบกไทยที่สั่งจัดหาชุดแรกจำนวน ๒๘คันในวงเงิน วงเงิน ๔,๙๘๔ล้านบาท ที่ลงนามสัญญาในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) และชุดที่สอง ๑๑คัน วงเงินประมาณ ๒พันล้านบาท ในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๐(2017) นี้

จากที่เห็นได้ในชุดภาพของสารคดีจะเห็นว่ามีรถถังหลัก VT4 ในสีรองพื้นสีเขียวเข้มประกอบเสร็จทำการทดสอบในภูมิประเทศและทดสอบยิงปืนใหญ่รถถังไปแล้วถึงรถที่ทำสีเครื่องหมายเลขที่ 16 โดยติดตั้งระบบต่างๆตามรถต้นแบบล่าสุด เช่นป้อมปืนกลหนัก Remote Weapon Station
อีกทั้งมีรถถังที่ประกอบเสร็จอย่างน้อยหนึ่งคันที่ทำสีพรางสามสีคล้าย Woodland NATO ซึ่งตรงกับข้อมูลที่ว่าทางหน่วยที่รับมอบรถต้องการให้ทำลายพรางสีนี้ ที่น่าจะคือ กองพันทหารม้าที่๖ กรมทหารม้าที่๖ กองพลทหารม้าที่๓
ระบบภายในรถถังหลัก VT4 ที่แสดงในภาพนับว่าดูทันสมัยมาก โดยสถานีผู้บังคับการรถและสถานีพลยิงมีจอแสดงผลสี พร้อมแผนที่ระบบอำนวยการสนามรบ(Battlefield Management System) ระดับเดียวกับรถถังหลักยุคใหม่ ทั้ง M1A2, Leopard 2A7, Leclerc และ T-90MS เป็นต้น(แต่จะมีประสิทธิภาพระดับเดียวกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ)

ด้วยอัตราการผลิตเช่นที่ปรากฎในภาพของสารคดีเป็นไปได้มากว่าจีนจะสามารถส่งมอบรถถังหลัก VT4 ชุดแรกให้กองทัพบกไทยได้ในปีนี้พร้อมทั้งการถ่ายทอด Technology ซึ่งดูแล้วมีความรวดเร็วและดูทันสมัยกว่ารถถังหลัก Oplot จากยูเครนที่จัดหามาก่อนพอสมควร
โดยนับตั้งแต่ได้รับมอบรถชุดแรกในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) ขณะนี้ กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ มีรถถังหลัก Oplot ประจำการอยู่ ๒๕คัน ซึ่งยังทดแทนรถถังหลัก M48A5 ได้ไม่ครบทั้งกองพัน
ยังรวมถึงการปรับปรุงรถถังหลัก M60A3 โดยบริษัท Elbit Systems อิสราเอล ของกองพันทหารม้าที่๕ รักษาพระองค์ กองพลทหารม้าที่๒ รักษาพระองค์ ซึ่งมีการติดตั้งจอแสดงผลสีสำหรับการเล็งยิงภายในรถ ที่จะมีการทยอบปรับปรุงตามที่งบประมาณเอื้ออำนวยด้วยครับ

วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

อินโดนีเซียเตรียมรับมอบเรือดำน้ำ DSME1400 เกาหลีใต้ลำแรกที่ล่าช้า และจะจัดหาเรือดำน้ำขนาดเล็กลำแรกที่สร้างเอง

DSME prepares to handover Indonesia’s first Type 209/1400 submarine after initial delays
Nagapasa, during its launch ceremony in March 2016. (DSME)
http://www.janes.com/article/72649/dsme-prepares-to-handover-indonesia-s-first-type-209-1400-submarine-after-initial-delays

กองทัพเรืออินโดนีเซีย(TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia–Angkatan Laut) และกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการรับมอบเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าแบบ DSME 1400T(Type 209/1400) ลำแรก(พัฒนามาจากชั้น Chang Bogo หรือ Type 209/1200)
คือ KRI Nagapasa หมายเลข403 จากบริษัท Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering(DSME) สาธารณรัฐเกาหลี ตามที่แหล่งข่าวในกองทัพเรืออินโดนีเซียให้ข้อมูลกับ Jane's เมื่อ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ของ DSME เกาหลีใต้ผู้ซึ่งยืนยันว่าการเตรียมการสำหรับพิธีการส่งมอบเรือกำลังดำเนินการอยู่
"ในตอนนี้(งานของ) Nagapasa ได้เสร็จสิ้นลงหมดแล้ว และ(เรือ)พร้อมสำหรับการส่งมอบในวันที่ 2 สิงหาคม 2017" เจ้าหน้าที่ DSME กล่าวกับ Jane's ในวันเดียวกัน

KRI Nagapasa 403 เป็นเรือดำน้ำลำแรกของชั้นที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน 3ลำวงเงิน 1.3 trillion Korean Won($1.1billion) ที่ลงนามสัญญาโดย DSME เกาหลีใต้และรัฐบาลอินโดนีเซียในเดือนธันวาคม 2011
สัญญาได้รวมถึงข้อตกลงการถ่ายทอด Technology ซึ่งเรือลำแรก KRI Nagapasa 403 และเรือลำที่สอง KRI Ardadedali 404 ได้สร้างที่อู่ในเกาหลีใต้ ส่วนเรือลำที่สาม KRI Alugoro 405 จะสร้างในอินโดนีเซียโดยรัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือ PT PAL ใน Surabaya อินโดนีเซีย

เรือดำน้ำชั้น Nagapasa(DSME 1400T) มีระวางขับน้ำที่ผิวน้ำประมาณ 1,280tons และระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำ 1,400tons ตัวเรือยาว 61.2m กว้าง 6.25m และกินน้ำลึก 5.5m
ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล MTU 12V493 สี่เครื่อง ทำความเร็วได้สูงสุด 21.5knots ขณะดำใต้น้ำ และ 11knots ที่ผิวน้ำ มีพิสัยทำการใกล้สุดที่ประมาณ 10,000nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 10knots ที่ผิวน้ำ ตามข้อมูลคุณสมบัติจาก DSME

อย่างไรก็ตามโครงการจัดหาเรือดำน้ำ 3ลำจากเกาหลีใต้ของกองทัพอินโดนีเซียนั้นมีความล่าช้าเนื่องจากต้องมีการดัดแปลงปรับแต่งตัวเรือใหม่หลังจากที่มีผลการทดลองเรือในทะเลหลังปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2016
นอกจากเรือดำน้ำชั้น Cakra (Type 209/1300)2ลำคือ KRI Cakra 401 และ KRI Nanggala 402 ที่ได้รับการปรับปรุงความทันสัยและยืดอายุการใช้งานออกไปแล้ว กองทัพเรืออินโดนีเซียยังมีแผนการจัดหาเรือดำน้ำเพิ่มอีกรวมทั้งหมด 12ลำตามที่ได้เคยรายงานไปครับ
(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/dcns-pt-pal-dsme.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/05/type-214-aip.html)

Indonesia in talks to procure first mini-submarine
A model of the 22 m mini-submarine concept on display at Indo Defence 2016. (IHS Markit/Patrick Allen)
http://www.janes.com/article/72643/indonesia-in-talks-to-procure-first-mini-submarine

กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียกำลังอยู่ระหว่างการสรุปสัญญากับอู่ต่อเรือ PT Palindo Marine ใน Batam อินโดนีเซียสำหรับการจัดหาเรือดำน้ำขนาดเล็กลำแรกของกองทัพเรืออินโดนีเซ๊ย ตามที่แหล่งข่าวให้ข้อมูลกับ Jane's เมื่อ 26 กรกฎาคม
ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ของ PT Palindo อินโดนีเซียผู้ซึ่งยืนยันในวันเดียวกันว่า การหารือเกี่ยวกับสัญญากำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการอยู่กับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียและกองทัพเรืออินโดนีเซีย

"การเจรจาเรื่องการจัดหากำลังคงดำเนินอยู่ตามที่เราพูด เราจะทำการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อสัญญาได้รับการยืนยันและลงนามแล้ว" Mukti Syarif Rivai สถาปนิกเรือ PT Palindo ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับ Jane's
ตามข้อมูลจาก PT Palindo เรือดำน้ำขนาดเล็กจะมีพื้นฐานจากแนวคิดแบบที่เปิดเผยครั้งแรกโดยแผนกวิจัยและพัฒนาของกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2016 ในงานแสดงยุทโธปกรณ์ Indo Defence 2016 ใน Jakarta

แนวคิดแบบเรือดำน้ำขนาดเล็กดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง PT Palindo Marine กับกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย ประสานกับกระทรวงกิจการทางทะเลอินโดนีเซีย
และสถาบันการศึกษาอินโดนีเซียคือ สำนักงานการประเมินและประยุต์ใช้เทคโนโลยี(BPPT:Badan Pengkajian dan Penerapan Teknologi) สถาบันเทคโนโลยี(ITS: Institut Teknologi Sepuluh Nopember) และมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย(UI: University of Indonesia)

แนวคิดแบบเรือดำน้ำขนาดเล็กมีความยาวเรือ 22m กว้าง 3m สูง 2.5m มีระวางขับน้ำบนผิวน้ำประมาณ 117ton และระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำ 127tons ดำน้่ำปฏิบัติการได้ลึกที่สุด 150m มีระยะปฏิบัติการ 6วัน ทำความเร็วสูงสุดขณะดำใต้น้ำได้ 10knots มีกำลังพลประจำเรือ 5นาย และมีพื้นที่รองรับกำลังพลได้เพิ่มอีก 9นาย
ซึ่งเรือดำน้ำขนาดเล็กนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาเติมเต็มความต้องการของกองทัพเรืออินโดนีเซียจะมีเรือดำน้ำประจำการรวมทั้งหมด 12ลำภายในปี 2024 ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ญี่ปุ่นและเยอรมนีจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีทางทหาร เช่นยานเกราะล้อยาง Komatsu 8x8 ใหม่

Japan and Germany to jointly develop military technologies
Collaboration is expected to take place on the new Komatsu 8x8 armoured personnel carrier. Source: Japanese MoD
http://www.janes.com/article/72540/japan-and-germany-to-jointly-develop-military-technologies


ญี่ปุ่นและเยอรมนีได้ลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลเพื่อความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์ทางทหารและวิทยาการรากฐาน ตามที่ Jane's ได้ทราบ
ข้อตกลงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสองประเทศได้ขาดการกระชับความสัมพันธ์ทางทหารในยุคใหม่ และความร่วมมือด้านวิทยาการที่เกี่ยวข้องที่มีความอ่อนไหวมานาน ด้วยเหตุผลเหล่านี้นั้นทั้งสองประเทศจึงยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อตกลงฉบับใหม่นี้ต่อสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตามโฆษกของ สำนักงานการจัดซื้อจัดจ้าง, เทคโนโลยี และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology and Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ยืนยันกับ Jane's เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า
ข้อตกลงยุทโธปกรณ์กลาโหมและเทคโนโลยีญี่ปุ่น-เยอรมนีได้ลงนามไปแล้วเมื่อเร็วๆนี้ และนั้นทำให้สองประเทศกำลังสำรวจจุดมุ่งเน้นสำหรับความร่วมมือระหว่างกัน

เมื่อข้อกำหนดของความร่วมมือเสร็จสิ้นแล้ว หน่วยงานวิจัยทางทหารของญี่ปุ่นและเยอรมนีกำลังคาดว่าจะดำเนินโครงการพัฒนาร่วมกัน ด้วยการสนับสนุนจากฝ่ายอุตสาหกรรมความมั่นคงของทั้งสองประเทศ
"(ญี่ปุ่นและเยอรมนี) กำลังพิจารณาความเป็นได้ทุกรูปแบบสำหรับความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์กลาโหมและเทคโนโลยี ยังไม่การกำหนดเฉพาะใดๆตอนนี้" โฆษก ATLA ญี่ปุ่นกล่าว

กระทรวงกลาโหมสหพันธรัฐเยอรมนีได้รับการติดต่อสำหรับการตอบสนอนในเรื่องนี้ แต่ตามเวลาที่เผยแพร่นี้ยังไม่มีการตอบกลับมา
Jane's เข้าใจว่าข้อตกลงกลาโหมได้ถูกลงนามที่ Berlin โดยตัวแทนของจากกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ เป็นที่เข้าใจว่าทั้งสองประเทศจะมองไปยังการใช้ข้อตกลงในกรอบความร่วมสำหรับการพัฒนาระบบภาคพื้นดินร่วมกัน

โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเครื่องยนต์สำหรับยานยนต์ทางทหาร ที่รวมถึงยานเกราะล้อยางลำเลียงพล(APC: Armoured Personnel Carrier) 8x8 แบบใหม่ที่กำลังพัฒนาโดยบริษัท Komatsu ญี่ปุ่น
ซึ่งเข้าใจว่ายานเกราะล้อยาง Kamatsu 8x8 แบบใหม่จะถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อทดแทนยานเกราะล้อยางลำเลียงพล Type 96 8x8 APC ของ Komatsu เช่นกัน ที่ประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(JGSDF: Japan Ground Self-Defense Force) ครับ

วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

วิเคราะห์กองทัพไทยเข้าแข่งขันพลซุ่มยิง Sniper Frontier 2017 ใน Army Games 2017

Sniper Frontier 2017
http://armygames2017.mil.ru/sniper_frontier_en

Countries participating in the International Army Games 2017
http://armygames2017.mil.ru/countries_participants_en

Royal Thai Army SR-25 Sniper Rifle

Royal Thai Navy SEAL's Sniper Rifle include SR-25 7.62x51mm NATO, Barrett M98B .338 Lapua Magnum(8.58x70mm) and Barrett M95 .50 BMG(12.7x99mm)(https://www.facebook.com/Combat-Zones-226312960785639/)

การแข่งขันทางทหารนานาชาติ International Army Games 2017 ระหว่างวันที่ ๒๙ กรกฎาคม-๑๒ สิงหาคม ซึ่งริเริ่มโดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียและกองทัพรัสเซีย ซึ่งปีนี้มีการจัดหลายประเภทการแข่งขันในหลายพื้นที่ของหลายประเทศทั้งใน รัสเซีย จีน และคาซัคสถาน เป็นต้นนั้น
มีเรื่องน่าสนใจที่ทางกระทรวงกลาโหมและกองทัพไทยดูจะยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วไปคือ กองทัพไทยได้ส่งตัวแทนเข้าแข่งขันทางทหาร Army Games 2017 ปีนี้เป็นปีแรกในประเภทการแข่งพลซุ่มยิง Sniper Frontier 2017 
ซึ่งกองทัพไทยเป็นหนึ่งในสองชาติกลุ่มประเทศ ASEAN ที่เข้าแข่งขัน International Army Games 2017 โดยอีกประเทศคือ กองทัพประชาชนลาว ที่จะเข้าการแข่งขันรถถังนานาชาติ Tank Biathlon 2017
(ทหารรถถังลาวได้มีการฝึกกับรถถังหลัก T-72 ที่รัสเซียแล้ว โดยการแข่งรอบแรกลาวอยู่กลุ่มที่๑ รวมกับ แองโกลา ทาจิกิสถาน และยูกันดา ซึ่งต่างใช้ T-72B3 ที่ยืมจากรัสเซียเหมือนหลายชาติที่ลงแข่ง)

การแข่งขันพลซุ่มยิงนานาชาติ Sniper Frontier 2017 จะจัดขึ้นที่สนามฝึกใช้อาวุธ Gvardeisky ของกองทัพคาซัคสถานใน Otar คาซัคสถาน มีรายชื่อประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันดังนี้คือ
รัสเซีย, คาซัคสถาน, จีน, เวเนซุเอลา, เบลารุส, อิหร่าน, อาเซอร์ไบจาน, ซิมบับเว, อาร์มีเนีย, อุซเบกิสถาน, มองโกเลีย, อินเดีย, คีร์กีซสถาน, กรีซ, ซาอุดิอาระเบีย, ซีเรีย, แอฟริกาใต้ และไทย
ซึ่งประเทศที่เข้าแข่งขันเกือบทั้งหมดจะใช้ปืนเล็กยาวซุ่มยิงกึ่งอัตโนมัติ Dragunov SVDM ขนาด 7.62x54Rmm ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายนักแม่นปืนที่ประกอบกำลังในหน่วยทหารราบรัสเซีย
แต่บางประเทศจะนำปืนซุ่มยิงที่มีประจำการในกองทัพตนมาใช้ในการแข่ง เช่น จีน(อาจจะเป็นปืนเล็กยาวซุ่มยิง Type 85 หรือรุ่นใหม่กว่า), กรีซซึ่งเป็นชาติ NATO เดียวในการแข่ง และไทยที่มีข้อมูลว่าน่าจะใช้ปืนเล็กยาวซุ่มยิง SR-25 หรือ M110 SASS ในการแข่ง

ผู้เข้าแข่งขันจะเป็นทีม ๑๑นาย ประกอบด้วยหัวหน้าทีม ๑นาย, รองหัวหน้าทีม(ผู้ตัดสิน) ๑นาย, ผู้ฝึกสอน(Team Coach) ๑นาย และชุดพลซุ่มยิง ๔คู่ยิงรวม ๘นาย
ในส่วนของกองทัพไทยนั้นไม่ทราบว่าจะจัดชุดจาก กองทัพบก(Royal Thai Army), กองทัพเรือ(Royal Thai Navy), กองทัพอากาศ(Royal Thai Air Force) หริอสามเหล่าทัพรวมกัน โดยแต่ละเหล่าทัพของไทยมีหน่วยรบพิเศษที่มีพลซุ่มยิงในหน่วย
การแข่งจะเป็นในส่วนระดับแต่ละบุคคล, การแข่งเป็นคู่ชุดพลซุ่มยิง และการแข่งขันเป็นทีม โดยอาวุธที่ใช้ในการแข่งตามมาตราฐานกลุ่มประเทศพันธมิตรรัสเซียประกอบด้วย
๑.ปืนเล็กยาวซุ่มยิง SDV 7.62mm พร้อมกล้องเล็งกลางวันและกลางคืน ๒.ปืนพก Makarov 9x18mm ๓.ลูกระเบิดขว้างฝึก RGD-5(เข้าใจว่ากองทัพไทยจะใช้ปืนซุ่มยิงและปืนพกของตนเอง)

การแข่งในสนามยิงระยะ 1km จะประกอบด้วย

ด่านบุคคล STAGE1

สนามวงรอบ
๑.ยืนยิงเป้าหมายวงกลมสามเป้าหมายในระยะ 25m ด้วยปืนพกกระสุน ๓นัด
๒.นอนยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)สามเป้าในระยะ 300m ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๓นัด
๓.ทำลายเป้าหมายบุคคลเต็มตัวในระยะ 25m ด้วยลูกระเบิดขว้าง ๒ลูก

ทดสอบสมรรถนะการยิง
นอนยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)หนึ่งเป้าในระยะ 300m ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมด

ทดสอบการตั้งรับ ในท่านอนยิงด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมด
๑.ยิงเป้าหมายรูปพลปืนกลเบาในระยะ 700-800m ๒๐คะแนน
๒.ยิงป้าหมายบุคคลเต็มตัวในระยะ 500-600m ๑๕คะแนน
๓.ยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)ในระยะ 300-400m ๑๐คะแนน

ทดสอบการรุก ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมด
๑.ยิงเป้าหมายรูปพลปืนกลเบาในระยะ 300-400m ด้วยท่ายืนยิง ๑๐คะแนน
๒.ยิงเป้าหมายบุคคลเต็มตัวในระยะ 700-800m ด้วยท่านอนยิง ๒๐คะแนน
๓.ยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)ในระยะ 500-600m ด้วยท่าคุกเข่ายิง ๑๕คะแนน

ทดสอบการยิงกลางคืน ในท่านอนยิงด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมด
๑.ยิงเป้าหมายรูปพลปืนกลเบาในระยะ 500-600m ๒๐คะแนน
๒.ยิงป้าหมายบุคคลเต็มตัวในระยะ 300-400m ๑๕คะแนน
๓.ยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)ในระยะ 200-250m ๑๐คะแนน

ด่านคู่ยิง STAGE2

เป้าอากาศยาน ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมด
๑.ยิงเป้า UAV ในระยะ 150-200m ด้วยท่านอนยิง ๒๐คะแนน
๒.ยิงเป้าภาพเงาหัวในระยะ 200-300m ด้วยท่านอนยิง ๑๕คะแนน
๓.ยิงป้าหมายบุคคลเต็มตัวในระยะ 500-600m ด้วยท่านอนยิง ๑๐คะแนน

การค้นหาและทำลาย 
ยิงเป้าภาพเงาหัวสามเป้าในระยะ 300-600m ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมดในท่านอนยิง เป้าละ ๑๐คะแนน

การยิงพิเศษ
ยิงหัวเป้าผู้ก่อการร้ายห้าเป้าที่ซ่อนในกลุ่มเป้าตัวประกัน ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๕นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมดในท่านอนยิง
๕คะแนน สำหรับ ๑เป้า ผกก., ๑๐คะแนน สำหรับ ๒เป้า ผกก., ๑๕คะแนน สำหรับ ๓เป้า ผกก., ๒๐คะแนน สำหรับ ๔เป้า ผกก. และ ๒๕คะแนน สำหรับ ๕เป้า ผกก.
ถ้ายิงถูกเป้าตัวประกัน ตัด-๒๕คะแนน

การยิงด้วยการปรับเล็งเฉพาะจุด
ยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)ในระยะ 400-800m ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๙นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมดในท่านอนยิง ๑๐คะแนสำหรับเป้าหมายแต่ละจุด

ด่านทีมยิง STAGE3

ชุดพลซุ่มยิง ๓คู่ยิง(สำรอง ๑คู่ยิง) ยิงเป้าหมายโดย
๑.วิ่งผ่านสนาม obstacles ๔สถานีประกอบด้วย กำแพงและกำแพงมีช่องผ่าน, รั้วลวดหนาม, สนามเพลาะ และอุโมงค์ลวดหนาม 
๒.ยิงเป้าหมายประกอบด้วย
-ยิงปืนพกโดยกำลังพลนายแรกของคู่ยิง
-ยิงปืนซุ่มยิงโดยกำลังพลนายที่สองของคู่ยิง
-ขว้างลูกระเบิดขว้างโดยกำลังพลนายใดนายหนึ่งในคู่ยิง
๓.หลังยิงตรวจสอบอาวุธรายงานผู้ตัดสินในทีม
๔.วิ่งผ่านสนาม obstacles ๔สถานีประกอบด้วย กำแพงล้อยางรถยนต์, บันไดเอียง, ล้อยางรถยนต์วิบาก และเคลื่อนย้ายกล่องกระสุน
๕.เมื่อคู่ยิงแรกผ่านจบสนาม ชุดคู่ยิงที่สองจะเข้าสานามผ่านด่านต่างตามลำดับจนจบ แล้วตามด้วยคู่ยิงที่สาม

อย่างไรก็จากการที่ได้ติดตามการแข่งประเภทต่างๆใน International Army Games 2016 ปีที่แล้วนั้น ต้องขอเรียนตามตรงว่าคงจะคาดหวังไม่ได้ว่าทีมแข่งพลซุ่มยิงของไทยจะสามารถทำคะแนนได้ดีจนเข้ารอบลึกๆหรืออยู่ในอันดับต้นๆได้
เพราะว่ากันตามตรงการแข่งขันทางทหารนี้ก็มีประเด็นเรื่องความชำนาญของกลุ่มเจ้าภาพที่คุ้นเคยกับสนามฝึกของตนเอง รูปแบบการฝึก และสภาพแวดล้อมท้องถิ่นอย่างมาก
โดยผลการแข่ง Sniper Frontier 2016 ปีที่แล้วนั้น ผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งคือคาซัคสถาน(เจ้าภาพ) รองชนะลิศอันดับสองคือรัสเซีย อันดับสามคือเบลารุส โดยจีนได้อันดับที่สี่ ส่วนกรีซเป็นชาติ NATO เดียวที่ลงแข่ง Sniper Frontier 2016 นั้นได้ที่โหล่สุดอันดับที่๑๒ ใน STAGE1(http://eng.armygames2016.mil.ru/page191561.html
ดังนั้นคงต้องทำความเข้าใจล่วงหน้าว่ากองทัพไทยเราจะไปแข่งเพื่อหาประสบการณ์และเพื่อมิตรภาพระหว่างมิตรประเทศ ไม่ได้หวังแข่งเพื่อชนะเอารางวัลครับ

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เวียดนามยืนยันการจัดหารถถังหลัก T-90S จากรัสเซียรวมถึง S-400 และ Su-35

Vietnam confirms order of Russian T-90 tanks
A Russian T-90S MBT fitted with Shtora defensive aids suite. Source: Uralvagonzavod
http://www.janes.com/article/72537/vietnam-confirms-order-of-russian-t-90-tanks

สำนักข่าวของรัฐบาลเวียดนามใน Hanoi ได้ยืนยันว่ากองทัพประชาชนเวียดนาม(VPA: Vietnam People’s Army)ได้สั่งจัดหารถถังหลัก T-90S/T-90SK จำนวน 64คันจากรัสเซีย
รายงานนี้ซึ่งอ้างถึงเจ้าหน้าที่กลาโหมรัสเซียผู้ที่ได้แถลงต่อการประชุมสื่อในงานแสดงการบิน MAKS 2017 ใน Moscow รัสเซียวันที่ 18-23 กรกฎาคมที่ผ่านมาที่ระบุว่า การจัดหานี้เวียดนามจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลรัสเซีย

Jane's ได้รายงานไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้ว่า UralVagonZavod ผู้ผลิตรถถังของรัสเซียได้เปิดเผยรายงานประจำปีของตนว่าได้รับการลงนามสัญญาจัดหาจากเวียดนามสำหรับรถถังหลัก T-90S/SK
โดย ถ.หลัก T-90S เป็นรุ่นส่งออกพื้นฐาน ส่วน T-90SK เป็นรุ่นที่บังคับการ งบประมาณในการจัดหารถถังหลัก T-90S ของเวียดนามยังไม่เป็นที่เปิดเผยแต่คาดว่าน่าจะราวประมาณ $250 million

การจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้นับว่าเป็นการจัดหาหลักของรถถังหลักใหม่ของกองทัพบกประชาชนเวียดนามที่มีการลงนามสัญญาในรอบหลายปี
โดยการจัดสรรงบประมาณในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาได้ถูกมุ่งเน้นไปยังการปรับปรุงความทันสมัยของกองทัพเรือประชาชนเวียดนาม(VPN: Vietnam People’s Navy) และกองทัพอากาศประชาชนเวียดนาม(VPAF: Vietnam People’s Air Force)

นอกจากการจัดหารถถังหลัก T-90 รายงานยังกล่าวว่าเวียดนามยังวางแผนการจัดหาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล S-400 Triumf จำนวน 4ระบบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศ
และเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Su-35 เพื่อทดแทนฝูงบินเครื่องบินขับไล่ MiG-21 ที่เคยเป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศประชาชนเวียดนามมานาน ซึ่งปัจจุบันคาดว่าน่าจะถูกปลดประจำการลงแล้ว

จำนวนของเครื่องบินขับไล่ Su-35 ที่กองทัพอากาศประชาชนเวียดนามมองนั้นยังไม่เป็นที่เปิดเผย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีเครื่องบินขับไล่ Su-27SK และเครื่องบินขับไล่ Su-30MK2 ประจำการรวมมากกว่า 30เครื่อง
และเป็นที่ทราบว่าการจัดหาเครื่องบินขับไล่เพิ่มอีกจำนวนมากนั้นมีความสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการรบ โดยการจัดหาอาวุธต่างๆสำนักข่าวรัฐบาลเวียดนามรายงานว่าภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซียได้มองแผนการขยายความร่วมมือในการแสดงตนในเวียดนามให้มากขึ้นครับ

วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียและมาเลเซียลงนามสัญญาปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ MiG-29N

Russia, Malaysia Sign Agreement on Modernization of Malaysian MiG-29
Russia and Malaysia have signed an agreement on the renovation and modernization of the Russia-produced MiG-29 fighter aircraft that form parts of the Royal Malaysian Air Force.
https://sputniknews.com/military/201707191055687041-russia-malaysia-deal-mig29/

MiG-29N special scheme 56th years Royal Malaysian Air Force in Air Thamal 2014 exercise(https://www.facebook.com/Exercise-AIR-THAMAL-1894478507458432)

รัสเซียและมาเลเซียได้ลงนามสัญญาข้อตกลงในการคืนสภาพและปรับปรุงความทันสมัยของเครื่องบินขับไล่ MiG-29N ของกองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia)
โดยการลงนามเอกสารมีขึ้นระหว่าง Ilya Tarasenko ผู้อำนวยการทั่วไปของ Russian Aircraft Corporation(RAC) MiG และตัวแทนของกองทัพอากาศมาเลเซีย Mohamed Fadzar bin Sufad ในงานแสดงการบิน MAKS 2017 ที่สนามบิน Zhukovsky ใน Moscow รัสเซียวันที่ 19 กรกฎาคม

"ข้อตกลงยืนยันการขยายภาระผูกพันตามสัญญาของเราสำหรับกองทัพอากาศมาเลเซียในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่ MiG-29 RAC MiG จะคงความร่วมมือต่อเนื่องกับกองทัพอากาศมาเลเซีย และจะให้สนับสนุนทางเทคนิคกับเครื่องเหล่านี้" Tarasenko กล่าว
คาดว่า MiG Corporation มีข้อตกลงผูกมัดในการสร้างความจำเป็นการปรับแต่งและดัดแปลงเครื่องให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเขตร้อนชื้นของมาเลเซีย

กองทัพอากาศมาเลเซียได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว MiG-29N และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง MiG-29NUB รวมจำนวน 18เครื่องวงเงินประมาณ $560 billion ที่ Kuala Lumper เมื่อ 7 มิถุนายน 1994 โดยเริ่มได้รับมอบเข้าประจำการในปี 1995
โดย MiG-29Nเข้าประจำการใน ฝูงบินที่17(17 Squadron) และ ฝูงบินที่19(19 Squadron) ฐานทัพอากาศ Kuantan ซึ่งได้รับการปรับแต่งตามความต้องการของกองทัพอากาศมาเลเซีย เช่นการติดตั้งระบบสื่อสารมาตรฐาน NATO และระบบเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ

อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ MiG-29N ของกองทัพอากาศมาเลเซียมีปัญหาความพร้อมปฏิบัติการของเครื่องอย่างต่อเนื่องมาตลอด
นอกจากอุบัติเหตุจนสูญเสียไปอย่างน้อย 2เครื่องในปี 1998 และ 2008 แล้ว ปัจจุบันกองทัพอากาศมาเลเซียเหลือเครื่องบินขับไล่ MiG-29N 10เครื่อง และ MiG-29NUB 2เครื่อง โดยเกินครึ่งอยู่ในสภาพงดบินไม่พร้อมปฏิบัติการ

กองทัพอากาศมาเลเซียมีแผนที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ในโครงการ MRCA(Multirole Combat Aircraft) จำนวน 18เครื่องเพื่อทดแทน MiG-29N ที่ใช้งานมานานและโครงสร้างอากาศยานและเครื่องยนต์มีอายุการใช้งานสั้น
โดยมีเครื่องบินขับไล่ที่ได้รับความสนใจสองแบบคือ Dassault Rafale กับ Eurofighter Typhoon แต่อย่างไรก็ตามมาเลเซียได้ระงับโครงการ MRCA ชั่วคราวและให้ความสำคัญในการจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลเพื่อรับมือภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายก่อนครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/07/mrca.html)

วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียเปิดตัวเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปติดอาวุธ Mi-171Sh-VN gunship

Russian Helicopters unveils Mi-171Sh-VN gunship
Russian Helicopters unveiled the Mi-171Sh-VN gunship at MAKS 2017. Source: Nikolai Novichkov
http://www.janes.com/article/72436/russian-helicopters-unveils-mi-171sh-vn-gunship

บริษัท Russian Helicopters ในเครือ Rostec รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซียได้เปิดตัวเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Mi-171Sh(NATO กำหนดรหัส Hip-H) รุ่นใหม่ล่าสุดที่ปรับแต่งมาสำหรับการปฏิบัติการพิเศษ
คือเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปติดอาวุธ(Gunship Helicopter) Mi-171Sh-VN ในงานแสดงการบิน MAKS 2017 ที่สนามบินนานาชาติ Zhukovsky นครหลวง Moscow รัสเซียระหว่างวันที่ 18-23 กรกฎาคม

เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปติดอาวุธ Mi-171Sh-VN ถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพในการรบและความอยู่รอดมากกว่า ฮ.Mi-171 รุ่นพื้นฐาน "เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานจากประสบการณ์รบจริงที่รวมถึงสงครามในซีเรีย"
Andrey Boginsky ผู้อำนวยการบริหารของ Russian Helicopters กล่าวกับ Jane's โดย ฮ.รุ่นนี้จะทำการตลาดระดับนานาชาติในฐานะรุ่นหนึ่งของ ฮ.Mi-171Sh

ตามข้อมูลคุณสมบัติทางการ ฮ.Mi-171Sh-VN มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 13,500kg น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 4,000kg ระยะบินไกลสุด 1,065km เพดานบินสูงสุด 6,000m ความเร็วสูงสุด 280km/h และความเร็วเดินทาง 260km/h มีนักบินประจำเครื่อง 3นาย และบรรทุกกำลังพลได้ถึง 37นาย
ติดตั้งเครื่องยนต์ Turboshaft แบบ Klimov TV3-117VM สองเครื่องกำลังเครื่องละ 1,900hp ใบพัดประธานและใบพัดท้ายรูปตัว X ทำจากวัสดุผสม โดยเครื่องที่แสดงในงาน MAKS 2017 ทำลายพรางแบบ Pixel เพื่อลดการถูกตรวจพบด้วยสายตา

ใต้หัวเครื่องของ ฮ.Mi-171Sh-VN ติดตั้งระบบตรวจจับประกอบด้วยกล้อง Electro-Optical สองระบบทั้งกล้องสร้างภาพความร้อน FLIR กล้องวัดระยะชี้เป้าหมาย Laser และไฟฉายค้นหา Infrared
โดยติดตั้งห้องนักบินแบบ Glass Cockpit ที่สามารถทำงานร่วมกับกล้องมองกลางคืน Night Vision Google ได้ และ ฮ.ได้รับการหุ้มเกราะ Kevlar ป้องกันการกะเทาะเกราะภายใน พร้อมที่นั่งป้องกันแรงระเบิดสำหรับนักบินและกำลังพล

ฮ.Mi-171Sh-VN มีคานอาวุธข้างลำตัวสองด้านสามารถติดตั้งอาวุธได้ทั้ง กระเปาะปืนใหญ่กล UPK-23-250 แฝดสองขนาด 23mm กระเปาะจรวด S-8 ขนาด 80mm ระเบิดธรรมดา OFAB-250 ขนาด 250kg และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อสู้รถถัง 9M120 Ataka
ด้านบนของคานอาวุธยังติดตั้งปืนกลหนัก Kord 12.7x108mm รวมถึงภายในตัวเครื่องที่สามารถติดตั้งปืนกลหนัก Kord 12.7mm ที่ประตูข้างทั้งสองด้าน และปืนกลเอนกประสงค์ PKM 7.62x54Rmm ที่ประตูท้ายด้านหลังเครื่องด้วยครับ

วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Rheinmetall Air Defence เปิดตัวปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน Oerlikon GDF-009 สู่สายการผลิต

Rheinmetall Air Defence preps GDF-009 AAG for production
Oerlikon GDF-009 EO towed anti-aircraft gun deployed in the firing position, showing the electro-optical device mounted on top and the integrated battery-based power unit on the right. Source: Rheinmetall Air Defence
http://www.janes.com/article/72471/rheinmetall-air-defence-preps-gdf-009-aag-for-production

บริษัท Rheinmetall Air Defence สวิสเซอร์แลนด์ในเครือ Rheinmetall AG เยอรมนี ได้เปิดเผยรายละเอียดของปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานลากจูง Oerlikon GDF-009 ลำกล้องแฝดสองขนาด 35mm AAG(Anti-Aircraft Gun)รุ่นใหม่ล่าสุด
ปตอ.ลากจูงแบบ GDF-009 มีฐานตั้งบนรถรองปืนสี่ล้อเมื่ออยู่ในท่าเตรียมเดิม และยึดกับพื้นด้วยสามระบบรักษาสมดุลเมื่ออยู่ในท่าตั้งยิง ยังมีระบบปรับระดับมุมอัตโนมัติที่สามารถชดเชยมุมยิงได้สูงสุดถึง 7องศา พร้อมกล้อง Electro-Optical ที่ด้านบนตัวปืน

ส่วนลากจูงที่ติดตั้งกับส่วนหน้าของรถรองปืนติดตั้ง Battery ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานของปืนซึ่งสามารถประจุไฟฟ้าใหม่จากแหล่งภายนอกได้ถ้าต้องการ โดย ปตอ.GDF รุ่นก่อนหน้านี้จำเป็นต้องใช้แหล่งพลังงานภายนอกเช่น เครื่องกำเนิดแหล่งพลังงานไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซลหรือเบนซิน
ข้อมูลเป้าหมายถูกส่งเข้าสู่ระบบอาวุธโดยทำงานร่วมกับหน่วยควบคุมการยิง(FCU: Fire-Control Unit) เช่น Oerlikon Skyguard โดย Skyguard FCU ปกติสามารถควบคุมปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน Oerlikon GDF-009 ได้สองแท่นยิง
Oerlikon Skyguard 3 เป็นระบบชุดควบคุมการยิงล่าสุดที่สร้างขึ้นและเสนอขายโดยบริษัท อย่างไรก็ตามหน่วยควบคุมการยิงรุ่นก่อนอย่าง Skyguard 1 และ Skyguard 2 สามารถปรับปรุงให้เป็นมาตรฐานนี้ได้

ปตอ.ตระกูล GDF ใช้ปืนใหญ่แฝดสอง Oerlikon KDC ขนาด 35mm ป้อนกระสุนสองทางซึ่งมีรอบอัตราการยิงสูงถึง 550นัดต่อนาทีในแต่ละกระบอกปืน ปกติจะทำการยิงแบบชุดสามนัด และมีระยะยิงหวังผลที่ 4,000m สำหรับการป้องกันภัยทางอากาศ
ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน GDF นี้ใช้กระสุนขนาด 35x228mm ความจุรวม 280นัด โดยมีกระสุนพร้อมใช้ 112นัด แบ่งเป็น 56นัดสำหรับแต่ละกระบอก ผู้ผลิตกระสุน 35mm คือ Rheinmetall Weapons and Munitions(RWM) Schweiz ที่มีที่ตั้งใน Zurich สวิสเซอร์แลนด์
มาตรฐานชนิดกระสุน 35x228mm มีกระสุนระเบิดแรงสูงเพลิง PMD402 HEI(High-Explosive Incendiary),กระสุนระเบิดแรงสูงเพลิงส่องวิถี PMD-040 HEI-T(High-Explosive Incendiary Tracer) และกระสุนฝึกต่างๆ ซึ่งมีความเร็วปากกระบอกปืนปกติที่ 1,1175m/s

หนึ่งในลูกค้ารายล่าสุดของ Rheinmetall Air Defence ที่จัดหาระบบหน่วยควบคุมการยิง Oerlikon Skyguard 3 ไปใช้งานคือ กองทัพบกไทย(Royal Thai Army) ที่จัดหา Skyguard 3 ๔ระบบ และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานลากจูง Oerlikon GDF-007 35mm ๘กระบอก
กองทัพไทยจะนำระบบ Radar ควบคุมการยิง Skyguard 3 และ ปตอ.Oerlikon GDF ทดแทน ปตอ.จีนรุ่นเก่าทั้ง Type 74 37mm แฝดสอง และ Type 59 57mm โดยจะได้รับมอบภายในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017)นี้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีการเปลี่ยนเป็น ปตอ.GDF-009 รุ่นล่าสุดนี้หรือไม่ครับ(http://aagth1.blogspot.com/2016/01/rheinmetall-oerlikon-skyguard-3.html)

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียกำลังหารือการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ขึ้นลงทางดิ่ง VTOL ใหม่สำหรับเรือบรรทุกเครื่องบิน

Russia’s Defense Ministry Discussing Development of VTOL Plane for Aircraft Carrier
A Yak-141 aboard a Soviet Kiev-class aircraft carrier

A Yak-141 in hover mode
http://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/july-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/5406-russia-s-defense-ministry-discussing-development-of-vtol-plane-for-aircraft-carrier.html

กระทรวงกลาโหมรัสเซียขณะนี้กำลังพูดคุยกับกลุ่มผู้ผลิตอากาศยานของรัสเซียในการหารือการพัฒนาอากาศยานขึ้นลงทางดิ่ง(VTOL: Vertical Take-Off and Landing) ที่มีแววว่าจะนำมาใช้กับเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ของกองทัพเรือรัสเซียในอนาคต
ตามที่รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Yuri Borisov กล่าวในงานแสดงการบิน MAKS 2017 ที่สนามบินนานาชาติ Zhukovsky นครหลวง Moscow รัสเซียระหว่างวันที่ 18-23 กรกฎาคม โดยเสริมว่า เครื่องบินขับไล่ใหม่จะเป็นการสืบทอดจากอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งที่ผลิตโดย Yakolev

"กระทรวงกลาโหมกำลังวางแผนที่จะเริ่มการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินขั้นก้าวหน้าในอนาคตระยะไกลที่ขั้นสุดท้ายของโครงการยุทโธปกรณ์รัฐ 2018-2025 แน่นอนการผลิตอากาศยานยุคใหม่จะเริ่มขึ้นในเวลานั้น
ทุกวันนี้เครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-33(NATO กำหนดรหัส Flanker-D) และ Mikoyan MiG-29K(NATO กำหนดรหัส Fulcrum-D) เป็นอากาศยานพื้นฐานประจำเรือบรรทุกเครื่องบินโดยเฉพาะ Admiral Kuznetsov" รองรัฐมนตรีกลาโหม Borisov กล่าวในงาน

"กระทรวงกลาโหมกำลังวางแผนที่จะพัฒนาที่มีแววการลดการบินขึ้นและลงจอดหรืออาจจะอากาศยานขึ้นลงทางดิ่ง และเรากำลังหารรือประเด็นนี้กับกลุ่มผู้ผลิตอากาศยาน
อากาศยานจะเป็นการสืบทอดจากอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งที่ถูกพัฒนาโดยสำนักออกแบบ Yakolev ซึ่งไม่มีการผลิตอีกต่อไปแล้ว มันมีแผนดังกล่าวและเรากำลังหารือกับพวกเขา รากฐานที่วางไว้อาจจะถูกนำมาใช้กับอากาศยานใหม่สำหรับเรือบรรทุกเครื่องบิน" เขากล่าว

ในอดีตสำนักออกแบบ Yakolev ได้พัฒนาเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่งหลายแบบเช่น เครื่องบินขับไล่ Yak-38(NATO กำหนดรหัส Forger) และเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ความเร็วเหนือเสียง Yak-141(NATO กำหนดรหัส Freestyle) ตั้งแต่กลางปี 1970s โดยทำการบินครั้งแรกในปี 1987
เดิม Yak-141 ถูกวางแผนให้เป็นส่วนหนึ่งของอากาศยานประจำเรือรัสเซีย เช่น เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Kiev ที่ปลดประจำการไปแล้วคือ Kiev, Minsk, Novorossiysk, Baku(หรือต่อมาชื่อ Admiral Gorshkov ที่ปรับปรุงใหม่ขายให้กองทัพเรืออินเดียคือ INS Vikramaditya)

และรวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi(ปัจจุบันคือเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov) และ Riga (ต่อมาชื่อ Varyag ยูเครนขายต่อให้จีนปรับปรุงใหม่เป็น Type 001 CV-16 Liaoning) และเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ulyanovsk ที่ยกเลิกโครงการไปในปี 1992
เครื่องบินขับไล่ Yak-141 ทดสอบลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Gorshkov ครั้งแรกในปี 1991 โดยมีเครื่องต้นแบบที่สร้างมา 4เครื่อง อย่างไรก็ตามหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายโครงการ Yak-141 ถูกระงับมาตั้งแต่ปี 1990s และถูกยกเลิกโดยสมบูรณ์ในปี 2003

เมื่อปี 2016 ศูนย์วิจัยแห่งรัฐ Krylov ได้เสร็จสิ้นการออกแบบแนวคิดแบบเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Project 23000 Shtorm มีระวางขับน้ำ 95,000tons ยาว 330m บรรทุกอากาศยานได้ 65เครื่อง อาจจะใช้ระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์นิวเคลียร์ ทำความเร็วได้ 30knots กำลังพลราว 1,000นาย
เรือบรรทุกเครื่องบิน Project 23000 Shtorm จะถูกนำมาใช้เป็นฐานปฏิบัติการอากาศยานในมหาสมุทรสำหรับการโจมตีเป้าหมายทางทะเลและบนบก ป้องกันภัยทางอากาศ และสนับสนุนปฏิบัติการยกพลขึ้นบก เพื่อการรักษาความมั่นคงของรัสเซียและมิตรประเทศ

อย่างไรก็ตาม Yakolev ในปัจจุบันนั้นมีผลงานพัฒนาออกแบบอากาศยานหลักคือเครื่องบินฝึกไอพ่น Yak-130(NATO กำหนดรหัส Mitten) และเครื่องบินฝึกใบพัด Yak-152 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบ โดยไม่มีการพัฒนาและผลิตเครื่องบินรบไอพ่นขึ้นลงทางดิ่งแล้ว
การศึกษาพัฒนาอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งใหม่นั้นอาจจะต้องใช้เวลาอีกนานเนื่องจากอาจจะต้องเริ่มออกแบบระบบกันใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งผู้ผลิตอากาศยานรายอื่นในเครืออุตสาหกรรมอากาศยาน United Aircraft Corporation(UAC) นอกจาก Yakolev ก็ไม่มีบริษัทใดที่มีความชำนาญด้านนี้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เครื่องบินขับไล่ J-10 จีนอาจนำอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศแบบใหม่ประจำการ

New BVRAAM may have entered PLAAF service

A PLAAF CAC J-10C combat aircraft armed with PL-10 short-range AAMs (outer underwing pylons) and what appear to be new BVRAAMs (mid-underwing pylons). Source: Via Chinese internet
http://www.janes.com/article/72393/new-bvraam-may-have-entered-plaaf-service

ภาพที่ปรากฎเผยแพร่ใน Online Forums ทางทหารจีนแสดงถึงเครื่องบินขับไล่ J-10C ที่พัฒนาโดย Chengdu Aircraft Industry Corporation(CAC) ของกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People’s Liberation Army Air Force)
ได้ทำการบินโดยติดตั้งอาวุธแบบใหม่ที่ดูน่าจะเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา(BVRAAM: Beyond-Visual-Range Air-to-Air Missile) แบบใหม่

เครื่องบินขับไล่ J-10C ที่ปรากฎในภาพติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ PL-10 รุ่นใหม่ล่าสุด 2นัดที่ตำบลอาวุธที่ใต้ปีคู่นอก และติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีแบบใหม่ 2นัดที่ตำบลอาวุธใต้ปีคู่กลาง
แม้ว่าจะชื่ออาวุธจะไม่แน่ชัดเนื่องจากยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ ดูเหมือนว่าอาวุธปล่อยนำวิถีใหม่ที่ปรากฎนี้จะถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า PL-15 ซึ่งจากภาพที่ปรากฎการติดตั้งกับ J-10 นี้สะท้อนความเป็นไปได้ว่ามันน่าจะเข้าประจำการแล้ว

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ PL-15 คาดว่ามีความยาวราว 3.7m เส้นผ่าศูนย์กลาง 200mm ติดพื้นผิวที่มีความเสถียรทางอากาศพลศาสตร์ในอัตราส่วนต่ำ(ปีกทรงสี่เหลี่ยมคางหมู)ที่ส่วนกลางจรวด และมีพื้นผิวควบคุมแบบขยับได้ที่ด้านท้าย(ครีบทรงสามเหลี่ยมปลายตัด)
พื้นผิวจรวดที่เกี่ยวข้องในช่วงประมาณ 390mm-515mm ไม่ชัดเจนว่ามีระบบควบคุมทิศทางแรงขับ(TVC: Thrust Vectoring Control) ปรากฎที่ด้านท้ายของอาวุธปล่อยนำวิถีใหม่ เช่นที่สามารถเห็นได้ชัดกับ PL-10 ดังนั้นส่วนควบคุมที่พบน่าจะเป็นเฉพาะทางอากาศพลศาสตร์เท่านั้น
นอกจากนี้อาวุธปล่อยนำวิถีใหม่ยังไม่มีช่องรับอากาศเข้าที่น่าจะมีความจำเป็นถ้าระบบขับเคลื่อนจรวดจะเป็นแบบเครื่องยนต์ Ramjet ดังนั้นจึงสามารถสันนิษฐานได้ว่าจรวดจะใช้เครื่องยนต์ดินขับจรวดมาตรฐาน

ภาพของอาวุธปล่อยนำวิถีแบบเดียวกันที่ติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ J-16 ที่พัฒนาโดย Shenyang Aircraft Corporation(SAC) ที่ปรากฎในปี 2012 ซึ่งน่าจะอยู่ในขั้นกำลังทดสอบพัฒนา เช่นที่พบล่าสุดพื้นผิวควบคุมจรวดเป็นแบบอัตราส่วนต่ำเหมือนกัน
ซึ่งน่าจะเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำมาติดตั้งในห้องเก็บอาวุธภายในลำตัวของเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 แบบ J-20 ที่พัฒนาโดย CAC ครับ