วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียกำลังพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก Mi-26 รุ่นใหม่

Russian defense contractor developing new heavy helicopter prototype
The new helicopter should be able to fly in any geographical region and any weather conditions
Valery Matytsin/TASS
http://tass.com/defense/971768

Russian Helicopters กลุ่มอุตสาหกรรมผู้พัฒนาและผลิตอากาศยานปีกหมุนรัสเซียจะทำทำการปรับปรุงความทันสมัยของเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก Mil Mi-26 สำหรับกระทรวงกลาโหมรัสเซีย
และตอนนี้กำลังพัฒนาเครื่องต้นแบบของเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก Mi-26T2V ตามที่ฝ่ายประสัมพันธ์ของบริษัทรายงานเมื่อ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา

"บนพื้นฐานจากเอกสารออกแบบที่ถูกพัฒนาโดย Moscow Mil Helicopter บริษัท Rostvertol จะดำเนินงานงานเพื่อพัฒนาต้นแบบของเฮลิคคอปเตอร์ Mi-26T2V ใหม่ พร้อมกับบินทดสอบตามมาภายหลัง"
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์ของรัสเซียกล่าว

ตามพื้นฐานความต้องการของลูกค้า ฮ.ลำเลียงหนัก Mi-26T2V ควรจะสามารถทำการบินได้ทุกภูมิภาคทางภูมิศาสตร์และทุกสภาพอากาศ
จำนวนลูกเรือประจำเครื่องของ ฮ.ลำเลียงหนัก Mi-26 ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จะยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงคือ 5นาย ประกอบด้วย นักบินที่1 นักบินที่2 เจ้าหน้าที่นำร่อง  และช่างอากาศยาน

"เฮลิคอปเเตอร์ใหม่จะรวมแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคล่าสุดที่พิจารณาว่าจะใช้ในสภาพการรบ ผมต้องการย้ำว่าการพูดเกี่ยวกับการปรับปรุงของรุ่นทางทหารตรงๆของ ฮ.Mi-26 ค่อนข้างจะมากกว่า ฮ.Mi-26T ที่ถูกส่งออก"
คำพูดของ นาย Andrei Boginsky ผู้อำนวยการบริหารของ Russian Helicopters ถูกกล่าวโดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท

เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก Mi-26T2V ที่ได้รับการปรับปรุงแล้วจะมีขีดความสามารถบรรทุกได้หนัก 20tons โดย ฮ.จะได้รับการติดตั้งระบบอุปกรณ์วิทยุ-ไฟฟ้าประจำเครื่องแบบ NPK90-2 รุ่นใหม่ที่ทันสมัย
และจะยังติดตั้งระบบป้องกันตนเองรุ่นใหม่ที่จะป้องกันตัวเครื่องจากภัยคุกคามของอาวุธปล่อยนำวิถีที่ใช้ระบบนำวิถีได้หลายแบบด้วย

ปัจจุบันนอกจากกองทัพอากาศรัสเซีย(VKS: Russian Aerospace Force) ซึ่งเป็นผู้ใช้งานหลักแล้ว รัสเซียยังได้ส่งออกเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก Mi-26 ประจำการในกองทัพ หน่วยงานรัฐบาล และสายการบินประเทศต่างๆทั่วโลก
โดยในกลุ่มชาติ ASEAN ก็มีผู้ใช้งาน ฮ.Mi-26 คือ กรมทหารอากาศกองทัพประชาชนลาว 1เครื่อง และกองทัพอากาศกัมพูชา 2เครื่องครับ

วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560

KAI คัดกรองการปรับแต่งเครื่องบินขับไล่ KF-X เกาหลีใต้ และ IF-X อินโดนีเซีย

ADEX 2017: KAI refining KFX configuration ahead of key milestones
While the baseline twin-engined configuration for the KFX has been decided upon, the final refinements are being made ahead of upcoming design reviews. Source: IHS Markit/Gareth Jennings
http://www.janes.com/article/74976/adex-2017-kai-refining-kfx-configuration-ahead-of-key-milestones



บริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีกำลังอยู่ในอยู่กระบวนการกลั่นกรองการปรับแต่งขั้นสุดท้ายของโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ KF-X(Korean Fighter Experimental) มุ่งหน้าสู่เป้าหมายหลักสำคัญจำนวนมากที่กำลังดำเนินในเดือนหน้าและปีหน้าที่จะถึง
ตามที่ Jane's ได้รับการบอกเล่าเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมาในงานแสดงการบินและยุทโธปกรณ์นานาชาติ Aerospace and Defence Exhibition 2017(ADEX 2017) ที่ Seoul ระหว่างวันที่ 17-22 ตุลาคม

เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโสพูดว่า ขณะที่การปรับแต่งพื้นฐานสองเครื่องยนต์ไอพ่นได้รับเลือกแล้ว การกลั่นกรองขั้นสุดท้ายกำลังมีขึ้นเพื่อมุ่งหน้าไปสู่แผนการทบทวนการออกแบบเบื้องต้น(PDR: Preliminary Design Review) ในกลางปีหน้า(2018)
"เรากำลังวางสัมผัสสุดท้ายของการปรับแต่งและวางแผนที่จะมี PDR ในเดือนมิถุนายน 2018" เจ้าหน้าที่ผู้ที่ร้องขอให้ไม่ต้องการจะเปิดเผยชื่อกล่าว ซึ่ง KF-X จะติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น General Electric F414 กำลังขับสูงสุด 22,000lbs สองเครื่อง

โดยเจ้าหน้าที่ได้เสริมว่า PDR ควรจะตามมาด้วยการทบทวนการออกแบบสำคัญ(CDR: Critical Design Review) ในเดือนกันยายน 2019 ตามมาด้วยการเปิดตัวเครื่องต้นแบบเครื่องแรกในปี 2022 และนำเครื่องเข้าสู่การประจำการในกองทัพได้ในปี 2026
โครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ KF-X ของเกาหลีใต้ถูกเปิดเผยครั้งแรกโดย สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) หน่วยงานด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีในปี 2010

อินโดนีเซียได้เข้าร่วมโครงการ KF-X ในปี 2012 ซึ่งมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU: Memorandum of Understanding) ครอบคลุมการพัฒนาร่วมกันของเครื่องบินขับไล่ที่ทางอินโดนีเซียเรียกว่า IF-X(Indonesian Fighter Experimental)
KAI สาธารณรัฐเกาหลีได้นำโครงการวงเงิน $8 billion เป็นหุ้นส่วนร่วมกับ Lockheed Martin สหรัฐฯ ร่วมด้วยอินโดนีเซียที่คาดว่าลงทุนในวงเงิน $1 billion เพื่อจัดหาเทคโนโลยีเครื่องบินขับไล่, องค์ความรู้ด้านเทคนิคการผลิต และทางเลือกในการจัดหาถึง 50เครื่องในภายหลัง

อินโดนีเซียยังควรจะได้รับผลประโยชน์จากการส่งออกเครื่องบินขับไล่ได้ในอนาคต ซึ่งภาคอุตสาหกรรมอากาศยานของอินโดนีเซียได้ส่งเจ้าหน้าที่มากกว่า 80นายเข้าร่วมงานในโครงการกับ KAI และ Lockheed Martin
แต่ทั้งนี้รูปแบบของเครื่องบินขับไล่ KF-X เกาหลีใต้จำนวน 120เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ IF-X อินโดนีเซียจำนวน 80เครื่องจะมีความแตกต่างกัน

ขณะที่เครื่องบินขับไล่ KF-X/IF-X มีแผนจะมีความพร้อมการปฏิบัติการขั้นต้น(IOC: Initial Operational Capability) ในปี 2023
แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณและความกังวลด้านความเสี่ยงทางเทคนิคทำให้ KAI ปรับเปลี่ยนแนวทางโครงการจากการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 เป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่4.5 ที่มีความซับซ้อนน้อยลง

อย่างที่เห็นได้จากแบบจำลองที่แสดงในงานว่าเครื่องบินขับไล่ KF-X Block I จะไม่มีการเคลือบสารที่ทำให้มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยาก(Stealth Coating)ที่ผิวตัวเครื่อง และไม่มีห้องเก็บอาวุธภายในตัวเครื่อง ซึ่งจะมีการพัฒนาในรุ่น Block II
ซึ่งการออกแบบรูปทรงพื้นฐานของตัวอากาศยานได้มีการทดสอบแบบจำลองในอุโมงค์ลม และการทดสอบพลศาสตร์การไหลของอากาศใน Computer แล้ว

สำนักงานเพื่อการพัฒนากลาโหม(ADD: Agency for Defense Development) และบริษัท Hanwha Systems สาธารณรัฐเกาหลีมีการพัฒนา AESA(Active Electronically Scanned Array) Radar ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากอิสราเอล
รวมถึงการพัฒนาระบบตรวจจับ IRST(Infrared Search and Track), กล้อง Electro-Optical และระบบสงคราม Electronic พร้อมระบบอาวุธที่เกาหลีใต้พัฒนาเองในประเทศด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560

KAI ผลักดันการขายเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH เพิ่มเติมแก่กองทัพอากาศไทย

ADEX 2017: KAI pushes for additional T-50 sale to Thailand
First T-50TH Lead-In Fighter Trainer of 401st Squadron, Wing 4, Royal Thai Air Force at Korea Aerospace Industries facility(https://www.facebook.com/RTAFpage)

A model of the FA-50 on display at ADEX 2017, with the T-50 in the background. (HIS Markit /Gareth Jennings)
http://www.janes.com/article/74971/adex-2017-kai-pushes-for-additional-t-50-sale-to-thailand



Royal Thai Air Force former L-39ZA/ART of 401st Squadron Wing4 Takhli was transited to combine unit in 411st Squadron Wing41 Chiang Mai, 5 October 2017
http://www.wing41.rtaf.mi.th/readnews.php?catenews=3&newsid=1770

บริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีตั้งความหวังในการขายเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH Golden Eagle ระยะที่๓ เพิ่มเติมแก่กองทัพอากาศไทย(Royal Thai Air Force) เพิ่มเติมจากที่มีการลงนามจัดหาแล้วสองระยะรวม ๑๒เครื่อง
Jane's ได้รับข้อมูลเมื่อ ๑๗ ตุลาคมว่า KAI เกาหลีใต้หวังที่จะมีการเจรจาในระยะอันสั้นสำหรับโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH ระยะที่๓ อีก ๔เครื่อง ซึ่งมีความสำคัญในแผนการจัดหาดั้งเดิมให้ครบฝูงบิน ๑๖เครื่องของกองทัพอากาศไทย

โดย T-50TH ในโครงการจัดหาระยะที่๒ ๘เครื่อง วงเงินประมาณ ๘,๘๐๐ล้านบาท($258 million) ที่ลงนามเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐(2017) นั้นกำลังอยู่ระหว่างการสั่งจัดหาขั้นต้นและน่าจะถูกส่งมอบได้พร้อมกับเครื่องชุดแรก
ซึ่ง T-50TH ในโครงการจัดหาระยะที่๑ ๔เครื่อง วงเงิน ๓,๗๐๐ล้านบาท($108 million) ที่ลงนามเมื่อเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๘(2015) จะมีการส่งมอบได้ตามกำหนดได้ภายในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018)

"เราได้พูดกับผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศไทยที่แสดงความพร้อมและหวังจะเริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการในการจัดหาระยะที่สามในเร็วๆนี้"
Jake Jaehong Kim ผู้จัดการอาวุโสทีมพัฒนาธุรกิจภาคตะวันออกกลางและแอฟริการเหนืองของ KAI กล่าวในงานแสดงการบินและยุทโธปกรณ์นานาชาติ Aerospace and Defence Exhibition 2017(ADEX 2017) ที่ Seoul ระหว่างวันที่ ๑๗-๒๒ ตุลาคม

กองทัพอากาศไทยเคยถูกคาดว่าจะทำการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ KAI T-50TH ทั้งหมด ๑๖เครื่องในโครงการจัดหาเดียว
แต่กองทัพอากาศไทยถูกบังคับให้แบ่งการจัดหาเป็นสามระยะเนื่องจากข้อจำกัดของงบประมาณกลาโหมที่ได้รับในแต่ละปีที่ไม่ถูกเพิ่มให้เพียงพอสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

เครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH จะมีความพร้อมปฏิบัติการเต็มอัตราเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๑ บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART สาธารณรัฐเชค ของ ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ตาคลี ที่ประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๗(1994)
ล่าสุดเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๐(2017) ได้มีการโอนย้าย บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART ที่เหลือจากการปลดประจำการไปแล้วส่วนหนึ่งจาก ฝูงบิน๔๐๑ ไปรวมที่ ฝูงบิน ๔๑๑ กองบิน ๔๑ เชียงใหม่ ที่จะเป็นฝูงบินเดียวและฝูงบินสุดท้ายที่จะประจำการ L-39 ของกองทัพอากาศไทย

การเปิดเผยการคาดหวังถึงการจัดหา T-50TH ระยะที่๓ สำหรับกองทัพอากาศไทยมีขึ้นหลังจากการเปิดเผยเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า
กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(ROKAF: Republic of Korea Air Force) จะได้รับมอบเครื่องบินฝึก/โจมตีเบา TA-50 เพิ่มเติมโดยไม่เปิดเผยจำนวนในปี 2019 เพิ่มจากที่มีประจำการอยู่แล้วมากกว่า 70เครื่อง

นาย Kim บอก Jane's ว่าจำนวนเครื่องสุดท้ายยังไม่ได้มีการตัดสินใจ และเขาปฏิเสธที่จะคาดเดาว่าจะเป็นจำนวนเท่าไร แม้ว่าช่วงที่ผ่านมา KAI กำลังมีปัญหาในกรณีการสอบสวนการทุจริตและฉ้อโกงของอดีตผู้บริหารสำนักงานใหญ่โดยหน่วยงานทางกฎหมายของรัฐบาลเกาหลีใต้ก็ตาม
แต่บริษัทยังตั้งความหวังที่จะส่งออกเครื่องบินรบไอพ่นตระกูล Golden Eagle ทั้ง T-50, TA-50 และ FA-50 ให้ได้ถึง ๑๘เครื่องในครึ่งปีแรกของปี 2018 ครับ

วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เครื่องบินขับไล่ F-35A สหรัฐฯเปิดตัวในงาน ADEX 2017 เกาหลีใต้ครั้งแรก

ADEX 2017: F-35 makes South Korean show debut
One of the two USAF F-35As that has made the journey from Hill AFB in Utah to Seoul for the type's ADEX debut. Source: IHS Markit/Gareth Jennings
http://www.janes.com/article/74922/adex-2017-f-35-makes-south-korean-show-debut


เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ได้เปิดตัวต่อสาธารณชนที่สาธารณรัฐเกาหลีเป็นครั้งแรกในงานแสดงการบินและความมั่นคงนานาชาติ Aerospace and Defence Exhibition 2017(ADEX 2017)
กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-35A 2เครื่องจากฐานทัพอากาศ Hill ในมลรัฐ Utah เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจอดจัดแสดงและทำการบินในงาน ADEX 2017 ที่จัดขึ้น ณ ฐานทัพอากาศ Seoul ระหว่างวันที่ 17-22 ตุลาคมนี้
เป็นการให้เกาหลีใต้ได้แอบส่องดูตัวอย่างของเครื่องบินขับไล่ใหม่ในอนาคตของตน ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ทันท่วงทีต่อรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีถึงขีดความสามารถและการแก้ปัญหาของสหรัฐฯในภูมิภาค

ในเดือนกันยายน 2014 สาธารณรัฐเกาหลีได้อนุมัติข้อตกลงในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A จำนวน 40เครื่องวงเงินราว 7.3 trillion Korean Republic Won($6.5 billion) เพื่อตอบสนองความต้องการโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่อนาคต FX-III
การเจรจาสัญญาได้รวมการบรรลุข้อตกลงจากรัฐบาลสหรัฐฯต่อรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีในการส่งมอบวิทยาการที่จำเป็นสำหรับโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ KFX(Korean Fighter Experiment) ของเกาหลีใต้เอง
การส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A Lightning II ให้กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(ROKAF: Republic of Korea Air Force) จะเริ่มขึ้นในปี 2018

นอกเหนือจาาการจัดซื้อของกองทัพอากาศเกาหลีใต้และการมองก้าวหน้าไปยังเครื่องบินขับไล่อนาคตของตนแล้ว การปรากฎตัวของ F-35A ในงาน ADEX 2017 ยังสอดคล้องกับช่วงเวลาอันตึงเครียดที่สุดระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีเหนือในรอบทศวรรษด้วย
ผู้นำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี Kim Jong-un ได้ปฏิเสธที่จะยุติความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์ของตนสำหรับประเทศในการเผชิญหน้าต่อคำเตือนที่น่าสะพรึงกลัวจากคณะบริหารงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ที่จะทำอะไรบางอย่าง
และเกาหลีเหนือยังคงยั่วยุด้วยการดำเนินการทดสอบการยิงระบบขีปนาวุธแบบต่างๆของตนอย่างต่อเนื่องมาแล้วหลายครั้งในปีนี้แทน

ในการตอบสนองต่อการทดสอบยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือนี้ กองทัพสหรัฐฯในภูมิภาคได้ดำเนินการฝึกซ้อมรบและการดำเนินกลยุทธหลายครั้งเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจต่อเครือข่ายชาติพันธมิตรและแสดงถึงการจัดการปัญหาต่อเกาหลีเหนือ
ซึ่งนั่นได้รวมถึงการนำเครื่องบินขับไล่ F-35 JSF มาวางกำลังในภูมิภาคนี้เป็นครั้งแรก ทั้งเครื่องบินขับไล่ F-35B นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) ที่วางกำลังนอกประเทศเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่น(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/f-35b.html)
ซึ่ง F-35B สหรัฐฯได้ทำการบินแสดงกำลังร่วมกับเครื่องบินทิ้งระเบิด Rockwell B-1B Lancer กองทัพอากาศสหรัฐฯ และเครื่องบินขับไล่ F-2 กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defense Force) ครับ

ญี่ปุ่นวางตำแหน่งเครื่องบินลำเลียง C-2 เพื่อการส่งออก

Japan positions C-2 transport aircraft for exports
Japan began deploying its C-2 aircraft from Miho Air Base in May. Source: Japanese Air Self-Defence Force
http://www.janes.com/article/74709/japan-positions-c-2-transport-aircraft-for-exports

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกำลังเพิ่มความพยายามในการประชาสัมพันธ์เครื่องบินลำเลียงขนาดกลางสองเครื่องยนต์ไอพ่น C-2 ที่ผลิตโดย Kawasaki Heavy Industries(KHI) แก่ลูกค้าต่างประเทศ ตามที่มีการยืนยันเมื่อ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในการแถลงว่าเป็นครั้งแรกที่จะมีการนำเครื่องบินลำเลียง Kawasaki C-2 ทำการบินไปยังต่างประเทศเพื่อจัดแสดงให้ลูกค้าในตะวันออกกลางและนิวซีแลนด์

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวเพิ่มว่ากองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defense Force) จะทำการบินเครื่องบินลำเลียง C-2 ไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE: United Arab Emirates)
เพื่อเข้าร่วมงานแสดงการบิน Dubai Airshow 2017 ที่จะมีขึ้นในช่วงวันที่ 12-16 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ซึ่งกองทัพอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(United Arab Emirates Air Force) แสดงความสนใจที่จะจัดหา C-2 ญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง

หลังจากงาน Dubai Airshow 2017 ในเดือนพฤศจิกายนเช่นกัน เครื่องบินลำเลียง C-2 ญี่ปุ่นจะทำการบินยังนิวซีแลนด์เพื่อแสดงให้กองทัพอากาศนิวซีแลนด์(RNZAF: Royal New Zealand Air Force) ชม
โดยกองทัพอากาศนิวซีแลนด์กำลังอยู่ระหว่างการตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีใหม่แทน Lockheed Martin C-130H Hercules และเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Lockheed P-3K2 Orion ซึ่งญี่ปุ่นเสนอเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Kawasaki P-1

ตามการอ้างคำกล่าวของรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น นาย Itsunori Onodera ว่าขีดความสามารถของ C-2 ได้เป็นที่ดึงดูดความสนใจในตลาดอากาศยานนานาชาติ
และการตัดสินใจที่จะนำเครื่องไปจัดแสดงที่ตะวันออกกลางและนิวซีแลนด์นั้นเป็นโอกาสในการแสดงสาธิตความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการความมั่นคงของญี่ปุ่น

เครื่องบินลำเลียง KHI C-2 เข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2016 โดยปัจจุบันมีประจำการาว 4เครื่อง
แต่คาดว่าจะมีการสั่งจัดหาอีกประมาณ 60เครื่องเพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียงเก่า เช่น เครื่องบินลำเลียงสองเครื่องยนต์ไอพ่น Kawasaki C-1 ญี่ปุ่นและเครื่องบินลำเลียงสี่เครื่องยนต์ใบพัด C-130H สหรัฐฯ

ตามข้อมูลจาก Jane’s All The World's Aircraft: Development & Production เครื่องบินลำเลียง C-2 มีลำตัวยาว 44m ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น
และมีพิสัยการบินไกลกว่าเครื่องบินลำเลียงเก่าที่จะถูกแทนที่อย่างมาก โดย C-2 มีพิสัยการบิน 3,024nmi(5,600km) เมื่อบรรทุกสัมภาระหนักสุด 30tons ครับ

วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รถถังหลัก K2 Black Panther เกาหลีใต้ใหม่จะใช้ระบบส่งกำลังจากต่างประเทศ

New K-2 battle tanks to use imported transmission: arms agency
The K-2 main battle tank produced by South Korea is shown in this photo provided by the Army. (Yonhap)
http://english.yonhapnews.co.kr/news/2017/10/13/0200000000AEN20171013004800315.html

สาธารณรัฐเกาหลีวางแผนที่จะเสร็จสิ้นสายการผลิตจำนวนมากและวางกำลังรถถังหลัง K2 Black Panther เพิ่มเติมภายในปี 2020 เป็นเวลา 3ปีที่ล่าช้าไปจากเป้าหมายกำหนดการดั้งเดิม เนื่องจากสาเหตุด้านความล้มเหลวทางเทคนิค
ตามที่ สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) หน่วยงานด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีได้แถลงเมื่อ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

ในขั้นต้น DAPA ต้องการจะจัดหาระบบขับเคลื่อนที่พัฒนาสร้างเองภายในเกาหลีใต้ ซึ่งประกอบด้วยระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์ สำหรับสายการผลิตจำนวนมากของรถถังหลัก K2 ระยะที่สอง
ในความเอนเอียงไปทางระบบขับเคลื่อนที่ออกแบบโดยเยอรมนีซึ่งถูกใช้ใน ถ.หลัก K2 ในสายการผลิตรอบแรกโดยบริษัท Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลีที่เริ่มมาตั้งปี 2013

แต่ระบบส่งกำลังอัตโนมัติที่พัฒนาโดยบริษัท S&T Dynamics สาธารณรัฐเกาหลีนั้น ล้มเหลวต่อการทดสอบในด้านความน่าเชื่อถือและความทนทาน
ซึ่งรถถังหลัก K2 ในสายการผลิตระยะที่สองมีแผนจะใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1,500HP ของบริษัท Doosan DSTสาธารณรัฐเกาหลีแทนเครื่องยนต์ดีเซล MTU-890 เยอรมนี

ในรายงานต่อคณะกรรมการกลาโหมของสมัชชาแห่งชาติเพื่อการตรวจสอบประจำปี DAPA กล่าวว่ามันเป็นการผลักดันสำหรับการจัดหาระบบส่งกำลังจากผู้รับสัญญาต่างประเทศ
และมันมีแผนที่จะนำเครื่องยนต์ที่พัฒนาและผลิตในเกาหลีใต้สำหรับระบบขับเคลื่อนของรถถังหลัก K2 อยู่ ซึ่งรถถังชุดแรกที่ใช้ ย.ดีเซล MTU-883 เยอรมนี และระบบส่งกำลัง Renk เยอรมนี

"สายการผลิตระยะที่สองและการนำเข้าประจำการจะเสร็จสิ้นได้ในช่วงระหว่างปี 2019-2020" ถ้าแผนดังกล่าวได้รับการอนุมัติโดยคณะกรรมการอุตสาหกรรมกลาโหมของรัฐบาลเกาหลีใต้
ซึ่งจะมีการแถลงการตัดสินใจในเดือนมกราคมปี 2018 ที่จะถึงนี้ ตามที่ DAPA เกาหลีใต้กล่าว

รถถังหลัก K2 Black Panther เป็นรถถังที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาหลีใต้ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนรถถังหลัก K1 ที่เป็นรถถังหลักแบบแรกที่ออกแบบผลิตในเกาหลีใต้
K2 เป็นหนึ่งในรถถังหลักที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในโลก โดยเกาหลีใต้หวังที่จะส่งออกรถถังหลัก K2 ของตนในราคาคันละราว $7.5 million ครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียซ่อมเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P กองทัพอากาศพม่าเครื่องแรกเสร็จแล้ว

Russian Helicopters repairs Mi-24P helicopter for Myanmar Air Force
A team of specialists will arrive at Myanmar in October to repair three remaining helicopters
http://tass.com/defense/970640

Myanmar Air Force Mi-35P Attack Helicopter with Rocket Pod(mmmilitary.blogspot.com)

Russian Helicopters กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์ของรัสเซียได้เสร็จสิ้นการซ่อมเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-35P(Mi-24P รุ่นส่งออก NATO กำหนดรหัส Hind-F) กองทัพอากาศพม่า(Myanmar Air Force: Tatmadaw Lay) เครื่องแรกจากทั้งหมด 4เครื่อง
ภายใต้สัญญาที่ได้รับการดำเนินการก่อนหน้านี้ ที่จะดำเนินการซ่อม ฮ.โจมตี Mi-35P กองทัพอากาศพม่า 1เครื่องในรัสเซีย และอีก 3เครื่องในพม่า ตามที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Russian Helicopters กล่าวเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

"สัญญานี้มีความสำคัญยิ่งสำหรับเรา เพราะนี่เป็นครั้งแรกเมื่อเรากำลังดำเนินการใช้รูปแบบการซ่อมยกเครื่อง(overhaul)ของเฮลิคอปเตอร์โจมตี ด้วยการนำผู้เชี่ยวชาญของบริษัทเดินทางไปยังดินแดนของประเทศลูกค้า
ความสำเร็จในการเสร็จสิ้นกิจการทั้งหมดจะเป็นพื้นฐานสำหรับการเดินหน้าความร่วมมือต่อไป และการลงนามในข้อตกลงใหม่กับหุ้นส่วนของเราจากพม่า" Russian Helicopters กล่าว

ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Russian Helicopters จะเดินทางถึงพม่าในเดือนตุลาคมนี้เพื่อซ่อมเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P ที่เหลืออีก 3เครื่อง "โรงงานและอุปกรณ์อากาศยานได้รับซ่อมแซมแล้วในสหพันธรัฐรัสเซีย
และการฟื้นฟูความสามารถการปฏิบัติการของเฮลิคอปเตอร์ Mi-35 ได้ถูกส่งมอบให้ลูกค้าแล้วในเวลาขณะนี้ ด้วยการรับมอบหมายของครั้งหน้าระหว่างการยกเครื่องและอายุการใช้งานสำหรับพวกมัน" Russian Helicopters กล่าว

ปัจจุบันกองทัพอากาศพม่ามีเฮลิคอปเตอร์รัสเซียประจำการอยู่หลายแบบ นอกจากเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P จำนวนราว 9-10เครื่อง
คือเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Mil Mi-2 จำนวนราว 21เครื่องซึ่งบางเครื่องสามารถติดอาวุธโจมตีภาคพื้นดินได้ และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง Mil Mi-17 จำนวน 12เครื่อง(จัดหามารวม 13เครื่อแต่เกิดอุบัติเหตุตกไป 1เครื่อง)

ทั้งนี้จากภาพที่เปิดเผยล่าสุด มีเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P ของกองทัพอากาศพม่าอย่างน้อย 1เครื่องได้รับการปรับปรุงติดตั้งกล้องตรวจการณ์ชี้เป้าหมาย EO/FLIR ใหม่ที่น่าจะเป็นแบบ Controp iSky-50HD(DSP-HD) อิสราเอล(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/mi-35p-tvflir.html)
โดยตั้งแต่จัดหามาในช่วงปี 2010-2011 กองทัพอากาศพม่าได้นำ ฮ.โจมตี Mi-35P ไปใช้ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์มาแล้วหลายครั้ง เช่น กองกำลังติดอาวุธคะฉิ่น KIA ในรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือติดพรมแดนจีนปี 2013 และในรัฐฉาน เป็นต้นครับ

วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ญี่ปุ่นทำพิธีปล่อยเรือพิฆาตชั้น Asahi ลำที่สอง DD-120 Shiranui ลงน้ำ

Japan MHI launched the Second 25DD/Asahi-class ASW Destroyer "Shiranui" for JMSDF


25DD-class ASW Destroyer Shiranui (hull number 120) was launched during a ceremony at MHI Nagasaki shipyard. Picture via ship spotter colleague @toma_san @tamotaro
https://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/october-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/5634-japan-mhi-launched-the-second-25dd-asahi-class-asw-destroyer-shiranui-for-jmsdf.html


อู่ต่อเรือบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ที่ Nagasaki ได้ทำพิธีตั้งชื่อเรือและปล่อยเรือลงน้ำของเรือพิฆาตชั้น Asahi(25DD) ลำที่สอง DD-120 JS Shiranui(26DD) ซึ่งเป็นลำสุดท้ายของชั้น
โดยเรือพิฆาต DD-120 Shiranui คาดว่าจะเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self Defense Force) ในปี 2019
ตามเรือพี่สาวของเธอ DD-119 JS Asahi ที่ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อ 19 ตุลาคม 2016 เริ่มการทดลองเรือในทะเลเมื่อเดือนกรกฎาคม 2017 และจะเข้าประจำการในเดือนมีนาคม 2018

เรือพิฆาตชั้น Asahi เป็นเรือพิฆาตปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare Destroyer) ที่มีพื้นฐานพัฒนาจากเรือพิฆาตชั้น Akizuki(19DD) ซึ่งถูกออกแบบมาเน้นด้านการเป็นเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ(Anti-Air Warfare Destroyer) มากกว่า
เรือพิฆาตชั้น Akizuki ทั้ง 4ลำประกอบด้วย DD-115 Akizuki เข้าประจำการเมื่อ 14 มีนาคม 2012, DD-116 Teruzuki เข้าประจำการเมื่อ 7 มีนาคม 2013,
DD-117 Suzutsuki เข้าประจำการเมื่อ 12 มีนาคม 2014 และ DD-118 Fuyuzuki เข้าประจำการเมื่อ 13 มีนาคม 2014

เรือพิฆาตชั้น Asahi มีระวางขับน้ำมากกว่า 5,000tons ความยาวเรือ 151m กว้าง 18.3m และกินน้ำลึก 5.4m ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์แบบ COGLAG(Combined Gas Turbine Electric and Gas Turbine)
ประกอบด้วยเครื่องยนต์กังหัน Gas Turbine แบบ General Electric/IHI LM2500IEC กำลัง 2,100MW/2,800HP สองเครื่อง กับ Motor ไฟฟ้ากำลัง 2.5MW/3,400HP สองเครื่อง
ซึ่งเป็นเรือลำแรกของกองกำลังป้องกันทางทะเลญี่ปุ่นที่ติดตั้งระบบ COGLAG ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนแห่งอนาคตที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบแบบเดิมอย่างมาก

เรือพิฆาตชั้น Asahi ติดตั้งระบบตรวจจับแบบต่างๆที่มีความล้ำสมัยสูง เช่น Radar เอนกประสงค์แบบ GaN-AESA(Gallium Nitride-Active Electronically Scanned Array) รุ่นใหม่ที่พัฒนาจาก AESA radar แบบ FCS-3A
โดย FCS-3A เช่นที่ติดตั้งบนเรือพิฆาตชั้น Akizuki นั้นมีจานสัญญาณตรึง4ด้าน(หน้าสอง หลังสอง)ทำงานย่านความถี่ C-Band (เป็นเรือรบชั้นแรกของญี่ปุ่นที่ติดตั้ง GaN-AESA radar และเป็นชั้นที่สองของโลกต่อจากเรือฟริเกตแบบ F125 ชั้น Baden-Württemberg กองทัพเรือเยอรมนีที่ติดตั้ง Radar แบบ TRS-4D)
เรือพิฆาตชั้น Asahi ยังติดตั้งระบบ Sonar ประกอบด้วย Sonar ที่ใต้ตัวเรือแบบ OQQ-24 และ Sonar ชักหย่อนด้านท้ายเรือปรับระดับความลึกได้แบบ OQR-4

ระบบอาวุธของเรือพิฆาตชั้น Asahi ประกอบด้วยเช่น แท่นยิงแนวดิ่ง Mk41 VLS(Vertical Launching System) 32ท่อยิงด้านหน้าเรือสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-162 ESSM และจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 07 VL-ASROC,
อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Type 90 แท่นยิง 8นัด และแท่นยิง Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแฝดสาม 2แท่นยิง ระบบอาวุธที่จะได้รับการติดตั้งในอนาคตอาจจะมีเช่น
อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ XSSM, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ XRIM-4(ใช้ระบบตรวจจับ AESA radar เพื่อแทน ESSM), กระสุนปืนใหญ่เรือระยะยิงไกล และ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแบบ Type 12(G-RX5) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา

เรือพิฆาตชั้น Asahi ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาขณะที่คงการพัฒนาและเติบโตต่อไปในอนาคต นั่นทำให้เรือชั้นนี้มีรูปแบบความคล้ายคลึงกับเรือพิฆาตชั้น Akizuki
คาดว่าเรือพิฆาต DD-119 Asahi มีกำหนดจะเข้าประจำการในเดือนมีนาคม 2018 โดยจะประจำการที่ฐานทัพเรือ Sasebo สังกัด หมวดเรือคุ้มกันที่2 กองเรือคุ้มกันที่2 ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น
ทั้งนี้หลังจากนี้ญี่ปุ่นมีแผนจะสร้างเรือพิฆาตแบบ 33DD ใหม่ที่ออกแบบโดยบริษัท Kawasaki Heavy Industries โดยเรือลำแรกจะได้รับงบประมาณในปี 2021 และปล่อยเรือลงน้ำได้ในปี 2024 ซึ่งเรือพิฆาต 33DD มีขนาดใหญ่กว่าเรือชั้น Asahi และมีเสากระโดงแบบบูรณาการพร้อมตัวเรือแบบ CFRP ครับ

วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กองทัพสหรัฐฯจะส่งรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker รุ่นติดอาวุธหนักใหม่ไปยุโรป

AUSA 2017: Two new, more heavily armed Stryker variants heading to Europe
GDLS Stryker fitted with the Kongsberg MC-RCT armed with the latest Orbital ATK Armament Systems 30 mm XM813 dual feed automatic cannon. Source: GDLS
http://www.janes.com/article/74789/ausa-2017-two-new-more-heavily-armed-stryker-variants-heading-to-europe


AUSA 2017: US Army mulls new short-range air defence solutions
http://www.janes.com/article/74818/ausa-2017-us-army-mulls-new-short-range-air-defence-solutions


Boeing-General Dynamics Land Systems Stryker Mobile SHORAD Launcher(taskandpurpose.com, breakingdefense.com)

กองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) จะนำรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพล Stryker Infantry Carrier Vehicle Dragoon รุ่นติดป้อมปืนใหญ่กล 30mm และรุ่นติดป้อมปืนพร้อมอาวุธปล่อยนำวิถี Javelin คันแรกของทั้งสองรุ่นไปทำการทดสอบการปฏิบัติการที่ยุโรปในเดือนธันวาคม
ตามที่เจ้าหน้าที่ได้กล่าวในระหว่างานแสดงยุทโธปกรณ์ Association of the US Army 2017 (AUSA 2017) ที่ Washington D.C ระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคมที่ผ่านมา
โดยผู้นำกองทัพบกสหรัฐฯได้เรียกแบบรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker ICV รุ่นติดป้อมปืนใหญ่กล 30mm ว่า 'Dragoon' และกำหนดแบบเป็น XM1296 Stryker ICV Dragoon

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจบริษัท General Dynamics Land Systems(GDLS) นาย Mike Peck กล่าวกับ Jane's ว่าบริษัทกำลังสร้างรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker Dragoon ในอัตรา 10คันต่อเดือน และคาดว่าจะมีรถทั้งหมด 83คันที่สร้างเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2018
ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ทหารกองทัพบกสหรัฐฯจะเริ่มได้รับ 'อุปกรณ์การฝึกใหม่' พร้อมกับรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker รุ่นติดปืนใหญ่กล นาย Peck กล่าว
การเพิ่มอำนาจการยิงนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านการแถลงความต้องการปฏิบัติการจาก กรมทหารม้าที่2(2nd Cavalry Regiment หรือที่รู้จักในชื่อ Dragoons) ที่มีฐานที่ตั้งที่ Vilseck ในเยอรมนี ผู้นำกองทัพบกสหรัฐฯได้อนุมัติแผนนี้ในปี 2015

พันเอก Glenn Dean ผู้จัดการโครงการสำหรับชุดรบกองพลน้อย Stryker(Stryker Brigade Combat Team) กล่าวกับ Jane's ว่า กรมทหารม้าที่2 จะได้รับมอบรถเกราะ Stryker Dragoon 83คัน และ Stryker CROWS-J 87คัน
CROWS-Javelin หรือ CROWS-J เป็นการบูรณาการนำอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Raytheon-Lockheed Martin FGM-148 Javelin เข้ากับป้อมปืน Remote แบบ Kongsberg CROWS II (Common Remotely Operated Weapon Station) นอร์เวย์
สำหรับ Dragoon บริษัท Orbital ATK Armament Systems ได้ส่งมอบปืนใหญ่กล XM813 Bushmaster ขนาด 30x173mm ป้อนกระสุนสองทาง ในความจริงจังต่อโครงการ

ปืนใหญ่กล XM813 Bushmaster 30mm ได้ถูกนำมาติดตั้งกับป้อมปืน MC-RCT(Medium Calibre Remote Controlled) ของบริษัท Kongsberg นอร์เวย์ และบูรณาการเข้ากับรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker ของบริษัท GDLS
Orbital ATK Armament Systems ได้รับสัญญาในการจัดส่งปืนใหญ่กล XM813 จำนวน 95กระบอกให้ GDLS ซึ่งการส่งมอบได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และมีกำหนดจะเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคม 2018
ตามที่พันเอก Dean กล่าว กรมทหารม้าที่2 Dragoons กองทัพบกสหรัฐฯยังจะได้รับมอบรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker Scout ซึ่งติดตั้งระบบตรวจการณ์และตัวถังแบบสองชั้นรูปตัวV(double v-hull) ที่ดีกว่าสำหรับภารกิจลาดตระเวนด้วย

ในงาน AUSA 2017 บริษัท Boeing สหรัฐฯ และ General Dynamics Land Systems ยังได้ร่วมทีมเพื่อเสนอกองทัพบกสหรัฐฯในโครงการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ (SHORAD: Short-Range Air Defence) เพื่อทดแทนระบบ Avenger บนรถยนต์บรรทุก HMMWV
โดย Boeing-GDLS ได้เปิดตัว Stryker MSL(Mobile SHORAD Launcher) ซึ่งเป็นการปรับปรุงแท่นยิง AN/TWQ-1 Avenger ของ Boeing เข้ากับรถเกราะล้อยาง Stryker 8x8 พร้อมระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบใหม่
เช่น Raytheon FIM-92 Stinger นำวิถี IR รุ่นปรับปรุงใหม่ในท่อยิง 4นัด, Lockheed Martin Longbow Hellfire นำวิถี radar 4นัด และ Raytheon AI-3 ซึ่งพัฒนาจากอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9 Sidewinder นำวิถี IR 2นัดครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

บราซิลเผยแผนการผลิตเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F สวีเดน และแคนาดาสนใจ F/A-18A/B ออสเตรเลีย

Brazil reveals Gripen production schedule, Embraer’s manufacturing role
Brazil has signed for 36 Gripen E/F fighters under an initial contract. The Gripen E is shown here in a rendering. Source: Saab
http://www.janes.com/article/74696/brazil-reveals-gripen-production-schedule-embraer-s-manufacturing-role

กองทัพอากาศบราซิล(FAB, Brazilian Air Force) ได้เปิดเผยรายละเอียดแผนสายการผลิตสำหรับเครื่องบินขับไล่ SAAB Gripen E/F(หรือ F-39 ในกองทัพอากาศบราซิล) สวีเดน 36เครื่องที่ได้สั่งจัดหาในปี 2014 วงเงิน $5.4 billion
และได้กล่าวกับ Jane's เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า การส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จะมีขึ้นในช่วงปี 2019-2024

เครื่องบินขับไล่ Gripen ของบราซิลจะเริ่มขั้นตอนการรับรองอากาศยานในเดือนมกราคม 2019 และ Gripen E รุ่นที่นั่งเดี่ยว และ Gripen F รุ่นสองที่นั่งที่เป็นเครื่องเที่ยวบินกับทดสอบเครื่องวัดประกอบการบินจะทำการบินครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2019 และตุลาคม 2021 ตามลำดับ
บริษัท SAAB สวีเดนจะทำการผลิตเครื่องบินขับไล่ Gripen แบบเต็มทั้งเครื่องจำนวน 13เครื่อง และที่เหลืออีก 23เครื่องจะดำเนินการผลิตโดยที่บราซิลมีส่วนร่วม

สายการผลิตเครื่องบินขับไล่รุ่นที่นั่งเดี่ยว Gripen E ชุดแรก 11เครื่องจะมีการส่งมอบได้ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2021 และที่เหลืออีก 8เครื่องจะมีการสร้างขั้นต้นโดย Saab พร้อมกับการฝึกคนงานชาวบราซิลและประกอบขั้นสุดท้ายในบราซิล
ช่างอากาศยานบราซิลมากกว่า 350คนจะได้รับการฝึกที่สวีเดนจนถึงปี 2024 ตามที่โฆษกของ Saab กล่าวกับ Jane's

บริษัท Embraer Defense and Security บราซิลจะมีบทบาทสำคัญในโครงการและจะดำเนินการสายการผลิต Gripen E ที่นั่งเดี่ยว 8เครื่อง และ Gripen F สองที่นั่ง 7เครื่องแบบเต็มอัตราได้ในเดือนมิถุนายน 2020
โดยเครื่องบินขับไล่ Gripen E เครื่องแรกที่ประกอบโดย Embraer บราซิลจะส่งมอบได้ในเดือนสิงหาคม 2022 และ Gripen F เครื่องแรกที่ประกอบโดย Embraer จะส่งมอบได้ในเดือนกันยายน 2023 ครับ

Canada cements interest in Australian Hornets
Canada has formally expressed interest in Australia’s used Boeing F/A-18A/B Hornets, marking a significant development in the Royal Canadian Air Force’s search for a fighter that could temporarily fill the CF-18’s mission.
https://www.flightglobal.com/news/articles/canada-cements-interest-in-australian-hornets-441980/

Three Royal Australian Air Force F/A-18A Hornet s in 2013(wikipedia.org)

แคนาดาได้แสดงความสนใจอย่างเป็นทางการในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18A/B Hornet ที่ผ่านการใช้งานแล้วของกองทัพอากาศออสเตรเลีย(RAAF: Royal Australian Air Force)
เป็นการแสดงพัฒนาการที่สำคัญของกองทัพอากาศแคนาดา(RCAF: Royal Canadian Air Force) ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ขั้นระยะชั่วคราวเพื่อเติมเต็มภารกิจของเครื่องบินขับไล่ CF-18 Hornet(CF-188 ในกองทัพอากาศแคนาดา)

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมารัฐมนตรีกลาโหมแคนาดา Harjit Sajjan ได้แสดงความสนใจที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F/A-18A/B Hornet มือสองจากออสเตรเลียที่มีประจำการวมราว 71เครื่อง ซึ่งจะถูกทดแทนโดยเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II
ซึ่งเดิมกองทัพอากาศออสเตรเลียได้จัดหา F/A-18A 57เครื่อง และ F/A-18B 18เครื่อง รวม 75เครื่องในช่วงปี 1984-1990 โดยส่วนใหญ่ทำการประกอบโดยโรงงานอากาศยานรัฐบาลออสเตรเลีย(GAF: Government Aircraft Factories)

ตามการแถลงของรัฐบาลแคนนาดาเมื่อ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา แคนาดาได้ยื่นการประกาศอย่างเป็นทางการในการแสดงถึงความสนใจนี้ต่อออสเตรเลีย โดยแคนาดาคาดว่าจะได้รับการตอบกลับภายในสิ้นปี 2017 เกี่ยวกับรายละเอียดของราคาเครื่องและจำนวนเครื่องที่จะจัดหาได้
โดยหลังที่รัฐบาลพรรคเสรีนิยมภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแคนาดา Justin Trudeau ต้องการที่ถอนตัวจากโครงการ Joint Strike Fighter(JSF) ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A ทดแทน CF-18

แคนาดาได้แสดงความต้องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet ตามรายงานที่รัฐบาลสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายให้(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/fa-18ef-super-hornet.html)
แต่รัฐบาลแคนาดาได้ระงับการเจรจากับบริษัท Boeing สหรัฐหลังที่บริษัทกล่าวหาว่าบริษัท Bombardier แคนาดาทำการทุ่มตลาดเครื่องบินโดยสารไอพ่น CSeries ของตนในตลาดสหรัฐฯ

ทำให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯกำลังสอบสวนเพื่อตรวจสอบว่าบริษัท Bombardier แคนาดาได้รับเงินทุนอุดหนุนอย่างไม่เป็นธรรมจากรัฐบาลแคนาดาหรือไม่
อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ดังกล่าวคาดว่าจะไม่ทวีความร้อนแรงขึ้น หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯตัดสินใจที่จะเพิ่มภาษีอีกร้อยละ80 ในสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่ได้เรียกเก็บภาษีอากรขาเข้าจากการนำเข้าเครื่องบินโดยสาร CS100 เป็นร้อยละ220 ครับ

วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กองทัพบกสหรัฐฯนำรถถังหลัก M1A2 ติด Trophy APS อิสราเอล และรับมอบเฮลิคอปเตอร์ UH-72A Lakota เครื่องสุดท้าย

US Army M1A2 Sep V2 MBT tanks fitted with Israeli Trophy active protection system 
Rafael Trophy active protection system mounted on Abrams M1A2 main battle tank

Israeli army Merkava IV main battle tank equipped with Rafael Trophy active protection ystem (Photo source Rafael)
https://www.armyrecognition.com/october_2017_global_defense_security_news_industry/us_army_m1a2_sep_v2_mbt_tanks_fitted_with_israeli_trophy_active_protection_system.html

กองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการติดตั้งระบบป้องกันเชิงรุก(APS: Active Protection System) แบบ Trophy ของบริษัท Rafael อิสราเอลเข้ากับรถถังหลัก M1A2 SEPV2 Abrams เพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วน
ในเดือนกันยายน 2017 รัฐบาลสหรัฐฯได้เผยแพร่ใน Website ทางการถึงการประกาศสัญญากับบริษัท General Dynamics Land Systems Inc. เพื่อบูรณาการติดตั้งระบบ Rafael Trophy APS กับ ถ.หลัก M1A2 SEPV2 ของชุดรบกองพลน้อยยานเกราะ(Armor Brigade Combat Team)

กองทัพบกอิสราเอล(Ground Arm of Israel Defense Forces) ได้ติดตั้งระบบป้องกันเชิงรุก Trophy กับรถถังหลัก Merkava Mark IV ตั้งแต่ปี 2009
รวมถึงติดตั้งกับรถเกราะสายพานลำเลียงพลหนัก Namer และรถหุ้มเกราะล้อยาง Eitan 8x8 ที่มีกำหนดจะนำเข้าประจำการในกองพันทหารราบกองทัพอิสราเอลในปีหน้า

Trophy เป็นระบบหยั่งรู้สถานการณ์และระบบป้องกันเชิงรุกแบบ Hard-Kill ซึ่งสามารถนำมาติดตั้งกับรถรบได้สามรูปแบบคือ HV(รถรบหุ้มเกราะหนัก), MV(รถหุ้มเกราะขนาดกลาง) และ LV(รถหุ้มเกราะเบา)
ระบบทุกรูปแบบจะเพิ่มขีดความสามารถด้านความอยู่รอดและเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินกลยุทธของกำลังชุดรบได้มากยิ่งขึ้น

Trophy-HV สำหรับรถรบหนักมากกว่า 30tons และรถรบขนาดกลางน้ำหนักมากกว่า 15tons สามารถปกป้องรถจากภัยคุกคามได้ทั้ง จรวดต่อสู้รถถัง, อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง(ATGM: Anti-Tank Guided Missile) และกระสุนระเบิดแรงสูงต่อสู้รถถัง(HEAT: High-Explosive Anti-Tank)
Trophy-HV ครอบคลุมการป้องกันรอบตัว 360องศาและขยายไปวังมุมยกขึ้น ขณะที่ยังคงพื้นที่ปลอดภัยต่อกำลังฝ่ายเดียวกันที่อยู่ใกล้รถ ขั้นตอนการทำลายภัยคุกคามจะมีขึ้นต่อเมื่อระบบประเมินแล้วว่าอาวุธจะยิงถูกรถเท่านั้น

ความสำเร็จในการนำไปใช้งานจริงของระบบ Trophy APS มีขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม 2011 โดยระบบสามารถทำลายจรวด RPG(Rocket-Propelled Grenade) ที่ยิงใส่รถถังหลัก Merkava IV ในระยะใกล้ขณะปฏิบัติการในฉนวน Gaza ได้
ระบบ Trophy ยังคงได้รับการพิสูจน์การใช้งานจริงยังมีประสิทธิภาพหลายครั้ง เช่นในยุทธการ Protective Edge ปี 2014 ซึ่งไม่มีรถถังอิสราเอลสูญเสียแม้แต่คันเดียวในฉนวน Gaza ครับ

US Army completes Lakota deliveries
In the US Army service the Lakota is used for pilot training and 'behind-the-lines' support work. Source: US Army
http://www.janes.com/article/74722/us-army-completes-lakota-deliveries

กองทัพบกสหรัฐฯได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Airbus Helicopters UH-72A Lakota เครื่องที่ 400 ซึ่งเป็นเครื่องสุดท้ายสำหรับเป็นระบบฝึกและสนับสนุน ตามที่บริษัท Airbus Helicopters ประกาศเมื่อ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา
เสร็จการส่งมอบเป็นเวลารวม 11ปีจากที่เฮลิคอปเตอร์รุ่นพลเรือน Eurocopter EC145(ปัจจุบันคือ Airbus Helicopters H145) ได้รับเลือกโดยกองทัพบกสหรัฐฯสำหรับเป็นเฮลิคอปเตอร์ฝึกนักบิน

ขณะที่การปฏิบัติในแนวหน้าจะใช้งานเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปเช่น Sikorsky UH-60 Black Hawk ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องแบ่งจำนวนเครื่องมาใช้งานในแนวหลังอย่างในแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯ
การจัดหา ฮ.UH-72A Lakota ทำให้กองทัพบกสหรัฐฯสามารถปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปรุ่นเก่าอย่าง Bell UH-1 Huey และ OH-58A Kiowa ออกไปได้

จากที่ได้รับมอบ ฮ.UH-72A ชุดแรกในเดือนตุลาคม 2008 กองทัพบกสหรัฐฯได้ตั้งโครงการปรับปรุงจำนวนมากในสองปีให้หลังสำหรับนำไปใช้บทบาทการรักษาความั่นคงและการสนับสนุน(S&S: Security and Support) เช่น
การสนับสนุนการรักษากฏหมาย, การค้นหาและกู้ภัย, การแพทย์ฉุกเฉิน, การขนส่งบุคคลสำคัญ, การต่อต้านยาเสพติด, และการใช้งานธุรการทั่วไป

โดย ฮ.UH-72A Lakota ได้รับการติดตั้งกล้องตรวจการณ์ EO/IR(Electro-Optical Infrared) ที่กลางหัวเครื่อง, ไฟฉายค้นหากำลัง 30ล้านแรงเทียน, ระบบเชื่อมโยงวีดิทัศน์ analogue/digital, แผงควบคุมผู้ตรวจการณ์หลังพร้อมจอแสดงผล 15นิ้ว,
ชุดขยายการสื่อสารทางยุทธวิธี, รอกกว้านนอกตัวเครื่อง, ระบบบันทุกภาพวีดีทัศน์ digital, จอแสดงผลช่วย 10.4นิ้่วสำหรับนักบินที่1และนักบินที่2 และระบบบริหารจัดการภาพวีดิทัศน์

กองทัพบกไทย(Royal Thai Army)ได้เป็นประเทศส่งออกรายแรกนอกจากกองทัพบกสหรัฐฯที่จัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๗๒ UH-72A Lakota จำนวน ๖เครื่องในรูปการขายแบบ Foreign Military Sale(FMS)
กองทัพบกไทยได้รับมอบ ฮ.ท.๗๒ UH-72A ๖เครื่องในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๘(2015) แต่เกิดอุบัติเหตุตก ๑เครื่องเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๙(2016) ปัจจุบันมีประจำการใน กองพันบินที่๔๑ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก ๕เครื่องครับ

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ตุรกีอาจจะยกเลิกสัญญาจัดหา S-400 ถ้ารัสเซียปฏิเสธแนวคิดการผลิตร่วม

Turkey says it may annul S-400 contract if Russia rejects idea of joint production
The Turkish foreign minister said that if some anti-Russia-minded countries do not want Turkey to purchase S-400 from it, then they must provide their alternative
Vitaliy Nevar/TASS
http://tass.com/defense/969633

รัฐบาลตุรกีอาจจะต้องล้มเลิกความตั้งใจที่จะจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล S-400 จากรัสเซีย ถ้าข้อตกลงการผลิตร่วมในตุรกีไม่ได้รับการบรรลุผล
ตามที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศตุรกี นาย Mevlut Cavusoglu กล่าวในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Aksam ตุรกี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม

"เราได้ทราบว่าไม่มีการปฏิเสธอย่างเป็นทางการในเรื่องนั้น (ประธานาธิบดีรัสเซีย) Vladimir Putin เคยบอกเราว่าเราอาจจะนำสู่ก้าวต่อไปสำหรับการผลิตร่วม องค์ความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ถ้าทัศนะคติของรัสเซียเป็นไปในเชิงลบ เราอาจจะต้องหันไปเปิดข้อตกลงกับประเทศอื่น
เราจำเป็นต้องจัดซื้อพวกมัน(S-400) แต่ถ้าบางประเทศที่มีแนวคิดต่อต้านรัสเซียไม่ต้องการให้ตุรกีจัดซื้อ S-400 จากรัสเซีย ดังนั้นพวกเขาก็ต้องเสนอที่จะส่งมอบระบบทางเลือกของพวกเขาให้เรา" รัฐมนตรี Cavusoglu กล่าว

ก่อนหน้านี้ในวันที่ 12 กันยายน ประธานาธิบดีตุรกี Recep Tayyip Erdogan ว่ารัฐบาลตุรกีได้ลงนามสัญญาจัดหากับรัฐบาลรัสเซียในการจัดซื้อระบบป้องกันทางอากาศ S-400 และมีการวางวงเงินมัดจำแล้ว
ผู้ช่วยประธานธิบดีรัสเซียด้านเทคนิคทางทหาร Vladimir Kozhin ยืนยันเรื่องนี้ในเดือนกันยายน โดยเสริมว่าการส่งมอบองค์ความรู้ด้านการผลิตให้ตุรกีไม่ได้อยู่ในวาระการประชุม

ทั้งนี้ในอดีตเมื่อเดือนกันยายนปี 2013 ตุรกีได้เลือกที่จะจัดหาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล FD-2000 จาก China Precision Machinery Export-Import Corp(CPMEIC) สาธารณรัฐประชาชนจีน
ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล HQ-9(มีพื้นฐานจาก S-300 รัสเซีย) ที่ประจำการในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน พร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตในตุรกีจากจีน

แต่จากการที่ NATO กังวลว่าการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศจากจีนของตุรกี จะทำให้จีนสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญของระบบป้องกันภัยทางอากาศ NATO ได้ ทำให้ตุรกีต้องกลับมาพิจารณาถึงตัวเลือกระบบของประเทศกลุ่ม NATO
คือ Patriot จากบริษัท Raytheon กับ Lockheed Martin สหรัฐฯ และ Eurosam SAMP/T จาก MBDA/Thales Group ยุโรป จนต่อมาตุรกีแสดงความสนใจที่จะจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล S-400 จากบริษัท Almaz-Antey รัสเซีย

นอกจากกองทัพรัสเซียที่เป็นผู้ใช้งานหลักของระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รัสเซียยังได้ส่งออก S-400 ให้เบลารุส ซึ่งมีการส่งมอบแล้ว, จีนและอินเดียซึ่งมีการลงนามสัญญาจัดหาไปเมื่อช่วงปี 2015 และ 2016 ตามลำดับ
ล่าสุดซาอุดิอาระเบียและรัสเซียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจในการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 ซึ่งรวมการสร้างในซาอุดิอาระเบียตามที่ได้รายงานไปด้วยครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/thaad-s-400.html)

วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ตุรกีจะพัฒนาเฮลิคอปเตอร์โจมตีหนัก ATAK-2 ใหม่

Turkey to develop heavier attack helicopter
http://www.janes.com/article/74663/turkey-to-develop-heavier-attack-helicopter

Turkish Aerospace Industries(TAI)/Leonardo T129 ATAK Attack Helicopters in flight(www.tai.com.tr/en)

İsmail Demir รัฐมนตรีทบวงอุตสาหกรรมกลาโหมตุรกี(SSM, Defence Industries Undersecretariat) ได้เปิดเผยเมื่อ 3 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ตุรกีได้เริ่มงานออกแบบสำหรับการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ของตนเอง
ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและหนักกว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ T-129 ATAK ที่กำลังมีสายการผลิตโดย Turkish Aerospace Industries(TAI) ภายใต้สิทธิบัตรของบริษัท Leonardo อิตาลี

ตุรกีมีแผนที่จะพัฒนาสร้างเฮลิคอปเตอร์โจมตีขนาด 6tons ที่เรียกว่า ATAK-2 ที่จะดำเนินการผลิตภายในประเทศด้วยตนเองทั้งหมดโดยปราศจากความช่วยเหลือจากต่างประเทศ
ตามแผนที่จะให้เฮลิคอปเตอร์โจมตี ATAK-2 ติดตั้งระบบที่พัฒนาเองในประเทศอย่างเดียว เฮลิคอปเตอร์ใหม่นี้จะมีขีดความสามารถด้านน้ำหนักบรรทุกเพิ่มขึ้นอย่างมาก

รัฐมนตรี Demir เปิดเผยโครงการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์โจมตีหนักนี้ระหว่างการเปิดศูนย์โรงงานอากาศยานใหม่ที่เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่าง Sikorsky สหรัฐฯ และ Alp Aviation ตุรกีในเมือง Eskisehir ทางตอนกลางของ Anatolian
โรงงานอากาศยานแห่งใหม่นี้จะเป็นสถานที่ในการผลิตหลายชิ้นส่วนของเฮลิคอปเตอร์เอนกประสงค์ของ Sikorsky คือเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป T-70 Black Hawk ที่ TAI ได้สิทธิบัตรในการผลิตในประเทศและส่งออก

สื่อตุรกีได้รายงานว่า ฮ.โจมตี ATAK-2 นั้นจะมีการนำส่วนประกอบหลักจากเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป TAI T625 ขนาด 10tons มาใช้ เช่นในส่วนระบบอากาศพลศาสตร์อย่างใบพัดประธานและระบบส่งกำลัง
ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาลง เช่นเดียวกับการสร้างความร่วมเหมือนกันทางเทคนิค และลดค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการเครื่องทั้งสองแบบลง

ก่อนหน้านี้ Temel Kotil ผู้จัดการทั่วไปของ TAI ได้กล่าวว่าบริษัทกำลังดำเนินการออกแบบแนวคิดเฮลิคอปเตอร์โจมตี ATAK รุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 8tons
ซึ่งยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับโครงการ ฮ.โจมตี ATAK-2 ที่รัฐมนตรี Demir กล่าวถึงล่าสุดนี้หรือไม่

ปัจจุบันกองทัพบกตุรกี(Turkish Land Force) มีเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ Bell AH-1F Cobra และ Bell AH-1W Super Cobra  ซึ่งในอนาคตจะถูกแทนที่โดย ฮ.โจมตี TAI T-129 ATAK ที่มีการสั่งจัดหาแล้วกว่า 50เครื่อง
ตุรกียังมองแนวทางการส่งออกเฮลิคอปเตอร์โจมตีของตนให้ต่างประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และปากีสถานครับ

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ซาอุดิอาระเบียจะจัดหาระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD สหรัฐฯ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รัสเซีย

Saudi Arabia – Terminal High Altitude Area Defense and Related Support, Equipment and Services
http://www.dsca.mil/major-arms-sales/saudi-arabia-terminal-high-altitude-area-defense-and-related-support-equipment-and

Terminal High Altitude Area Defense (THAAD) interceptor being fired during an exercise in 2013(wikipedia.org)

Saudi Arabia interested in buying S-400 missile systems
Talks on S-400 purchase are in progress
http://tass.com/defense/969189

Saudi Arabia and Russia sign S-400 MOU
http://www.janes.com/article/74677/saudi-arabia-and-russia-sign-s-400-mou

เอกสารของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ประกาศเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมาเพื่อแจ้งไปยังสภา Congress เพื่อขอการรับรองว่า
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้ตัดสินใจอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายระบบป้องกันพื้นที่เพดานสูงขั้นสุดท้าย THAAD(Terminal High Altitude Area Defense) การสนับสนุน, อุปกรณ์ และการบริการที่เกี่ยวข้องวงเงินประมาณ $15 billion

รัฐบาลราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียได้ขออนุมัติความเป็นไปได้ในการขายรูปแบบ Foreign Military Sale(FMS) สำหรับแท่นยิง THAAD 40ระบบ, อาวุธปล่อยนำวิถีสกัดกั้น(Interceptor Missiles) 360นัด,
ชุดสถานียุทธวิธีเคลื่อนที่ระบบควบคุมการยิงและสื่อสาร(Fire Control and Communications Mobile Tactical Station Group) 16ระบบ, Radar แบบ AN/TPY-2 THAAD 7ระบบ รวมถึงระบบที่เกี่ยวข้องทั้งสิ่งอุปกรณ์ ระบบสนับสนุน การฝึกและการส่งกำลังบำรุง

การอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายนี้เป็นการสนับสนุนนโยบายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯต่อมิตรประเทศในการสร้างเสริมความมั่นคงของซาอุดิอาระเบียและภูมิภาคอ่าว Persian ในการเผชิญหน้ากับอิหร่านและภัยคุกคามอื่นในภูมิภาค
ซึ่งซาอุดิอาระเบียกำลังมีภัยคุกคามจากขีปนาวุธที่มีการพัฒนาอย่างมากของอิหร่านหลายระบบ รวมถึงขีปนาวุธของกลุ่มติดอาวุธ Houthi ในปฏิบัติการแทรกแซงสงครามกลางเมืองเยเมน ซึ่งมีขีปนาวุธถูกยิงใส่ซาอุดิอาระเบียหลายครั้ง

การจัดหาระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD สำหรับกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศซาอุดิอาระเบีย(RSADF: Royal Saudi Air Defense Force) จะเป็นการยกระดับความสามารถในการป้องกันในระดับนอกชั้นบรรยากาศ(exo-atmospheric) แบบยิงทำลาย(hit-to-kill)
ซาอุดิอาระเบียจะไม่มีความยุ่งยากในการจัดหาระบบ THADD เข้าประจำการในกองทัพตน และการขายครั้งนี้จะไม่ส่งผลใดๆต่อสมดุลทางทหารในภูมิภาค ผู้รับสัญญาหลักของระบบ THAAD คือบริษัท Lockheed Martin Space Systems และ Raytheon สหรัฐฯ

การเสด็จเยือนรัสเซียของพระราชาธิบดี Salman แห่งซาอุดิอาระเบียที่ได้เข้าพบประธานาธิบดีรัสเซีย Vladimir Putin ที่ Kremlin ใน Moscow เมื่อวันที่ 5ตุลาคมที่ผ่านมานั้น
ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียได้ลงนามข้อตกลงที่ครอบคลุมการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ S-400 Triumf ที่รวมการสร้างในซาอุดิอาระเบีย

Saudi Arabia Military Industries(SAMI) ภาคอุตสาหกรรมทางทหารซาอุดิอาระเบียแถลงถึงบันทึกความเข้าใจ(MOU: Memorandum of Understanding) ที่ลงนามกับ Rosoboronexport รัฐวิสาหกิจด้านการจัดการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียว่า
"คู่สัญญาทั้งสองจะร่วมมือกันในการจัดตั้งแผนเพื่อการผลิตและบำรุงรักษาชิ้นส่วนของ S-400 ภายในประเทศ"

MOU ดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการผลิตอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Kornet-EM, เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องเพลิง TOS-1A และเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ AGS-30 ขนาด 30mm ในซาอุดิอาระเบีย
รวมถึงครอบคลุมสิทธิบัตรการผลิตปืนเล็กยาวจู่โจม Kalashnikov AK-103 ขนาด 7.62x39mm ซึ่งมีใช้งานหน่วยรบระดับหัวกะทิของกองทัพบกซาอุดิอาระเบีย(RSLF: Royal Saudi Land Force) แล้ว

"ข้อตกลงยังรวมถึงโครงการการศึกษาและการฝึกสำหรับชาวซาอุดิอาระเบีย เพื่อดำรงความยั่งยืนและการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมทางทหารในซาอุดิอาระเบีย ข้อตกลงนี้คาดว่าจะมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและเสริมสร้างงานโดยตรงได้หลายร้อยตำแหน่ง
มันจะยังเป็นการส่งมอบวิทยาการล้ำสมัยที่จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาต่อการกำหนดเป้าหมายการใช้จ่ายทางทหารของราชอาณาจักรภายในประเทศร้อยละ50 ตามแผนยุทธศาสตร์ Vision 2030" SAMI กล่าวแถลง

รัฐบาลซาอุดิอาระเบียประกาศการจัดตั้ง SAMI เมื่อ 17 พฤษภาคม โดยกล่าวว่าตั้งเป้าที่จะนำไปสู่การเป็นหนึ่งใน 25 อันดับบริษัทความมั่นคงชั้นนำของโลก
และเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญในการบรรลุเป้าหมายที่จะให้การจัดหาทางกลาโหมของราชอาณาจักรมาจากภายในประเทศซาอุดิอาระเบียเองให้ได้ร้อยละ50 ครับ

วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียปฏิเสธรายงานเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-28 ถูกยิงตกที่ซีเรีย

Defense Ministry refutes reports about downed Russian helicopter in Syria
Russia’s Mi-28 helicopter was not shot down by IS terrorists, but made an emergency landing in Hama due to technical problems, the Defense Ministry says
Valeriy Matytsin/TASS
http://tass.com/defense/969373

กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้แถลงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมว่า เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-28N(NATO กำหนดรหัส Havoc) กองทัพอากาศรัสเซีย(VKS: Russian Aerospace Force) ไม่ได้ถูกยิงตกโดยกองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายในซีเรียตามข่าวลือที่ออกมาในสื่อต่างๆ
ตรงกันข้ามเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-28 เครื่องดังกล่าวได้ทำการลงจอดฉุกเฉินที่ Hama ในซีเรียเนื่องจากความขัดข้องทางเทคนิค โดยกล่าวเพิ่มเติมว่านักบินประจำเครื่องทั้งสองนายปลอดภัย

"ในวันที่ 6 ตุลาคม 2017 เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-28 ได้ทำการลงจอดฉุกเฉินเนื่องจากเกิดปัญหาขัดข้องทางเทคนิค
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ ฮ.โจมตี Mi-28 ทำการบินคุ้มกันเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง Mi-8 ซึ่งกำลังขนส่งบุคคลจากศูนย์เพื่อการไกล่เกลี่ยคู่กรณีพิพาทของรัสเซีย" กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าว

ตามข้อมูลข้างต้นนักบินประจำเครื่องทั้งสองนายไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด "หน่วยค้นหาและกู้ภัยได้นำตัวพวกเขากลับฐานทัพอากาศโดยทันที ชีวิตและสุขภาพของนักบินไม่อยู่ในภาวะอันตราย
ตามที่นักบินรายงานและจากการตรวจสอบตัวเครื่องเฮลิคอปเตอร์ มันไม่มีการถูกยิงโจมตีแต่อย่างใด" กระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลง

อย่างไรก็ตามอุบัติเหตุครั้งล่าสุดนี้นับอย่างน้อยเป็นครั้งที่สองแล้วที่เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-28N รัสเซียเกิดปัญหาขัดข้องทางเทคนิคจนประสบเหตุตกขณะทำการปฏิบัติการรบในซีเรีย
โดยเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2016 ฮ.โจมตี Mi-28N กองทัพอากาศรัสเซียได้เกิดอุบัติเหตุตกใกล้กับเมือง Homs ในซีเรีย และนักบินประจำเครื่องทั้งสองนายเสียชีวิต(http://aagth1.blogspot.com/2016/04/mi-28.html)

ตามรายงานการสอบสวนเบื้องต้นและจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญทางทหาร ระบุว่าเป็นไปไม่ได้ที่ ฮ.โจมตี Mi-28N จะถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้ายจนตก
ทั้งนี้สาเหตุการตกถูกระบุว่าน่าจะมาจากความขัดข้องทางเทคนิคของตัวเฮลิคอปเตอร์หรือความผิดพลาดของนักบินมากกว่า ซึ่งมักจะเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุส่วนใหญ่ของเฮลิคอปเตอร์ในกองทัพต่างๆทั่วโลกครับ(http://aagth1.blogspot.com/2016/04/mi-28n_16.html)

วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P กองทัพอากาศพม่าติดตั้งกล้อง TV/FLIR ใหม่

Myanmar Air Force Mi-35P Attack Helicopters was upgraded with new TV/FLIR Electro-Optic.
Russian Helicopters was repair four Myanmarese Mi-35Ps since 2016.
https://www.facebook.com/210114122377899/photos/a.742204619168844.1073741850.210114122377899/1436656123057020/

ภาพที่เผยแพร่ในสื่อสังคม Online แสดงให้เห็นถึงเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-35P (Mi-24P รุ่นส่งออก NATO กำหนดรหัส Hind-F) ของกองทัพอากาศพม่า(Myanmar Air Force: Tatmadaw Lay)
ได้รับการติดตั้งกล้อง TV/FLIR(Forward Looking Infrared) ใหม่ที่ส่วนใต้หัวเครื่อง ซึ่งน่าจะเป็นกล้อง Electro-Optical/Infrared(EO/IR) ในตระกูล GOES-342(OPS-24N) รุ่นใหม่ของ Urals Optical and Mechanical Plant รัสเซีย หรือ Controp DSP-HD อิสราเอล
ซึ่งกล้อง TV/FLIR นี้ได้ถูกนำติดตั้งในการปรับปรุงมาตรฐานเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-24PN ของกองทัพรัสเซีย และติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35M รุ่นส่งออกใหม่ล่าสุดที่มีการจัดหาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก


ตามที่ได้มีรายงานก่อนหน้านี้ช่วงกลางปี 2016 บริษัท Russian Helicopters ในเครือ Rostec รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมความมั่นคงของรัฐบาลรัสเซียได้ลงนามสัญญาในการซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P ของกองทัพอากาศพม่าจำนวน 4เครื่อง
โดย 1เครื่องได้ดำเนินการซ่อมที่มหานคร Saint Petersburg รัสเซีย ขณะที่อีก 3เครื่องดำเนินการซ่อมภายในพม่าโดยมีผู้เชี่ยวชาญรัสเซียจากบริษัท Russian Helicopters ให้การสนับสนุนทางเทคนิค(http://aagth1.blogspot.com/2016/06/mi-35p-4.html)
ภาพที่ปรากฎในข้างต้นเป็นการแสดงว่ามี ฮ.โจมตี Mi-35P กองทัพอากาศพม่าอย่างน้อยหนึ่งเครื่องที่ได้รับการปรับปรุงติดกล้อง TV/FLIR เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีแบบแผนใกล้เคียงกับ Mi-35P กองทัพอากาศเซเนกัล 2เครื่องที่ปรับปรุงติดตั้งกล้อง Controp DSP-HD เมื่อปี 2016

กองทัพอากาศพม่าได้สั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P จากรัสเซียในเดือนธันวาคม 2009 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดหาอาวุธวงเงิน $71 million
กองทัพอากาศพม่าได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P ในช่วงปี 2010-2011 ราว 9-10เครื่อง โดยรัสเซียได้ให้ข้อมูลต่อสำนักงานกิจการลดอาวุธแห่งสหประชาชาติ(United Nations Office for Disarmament Affairs) ว่า
ได้ส่งออกเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P ให้พม่า 4เครื่องในปี 2010 และเพิ่มเติมอีก 4เครื่องในปี 2011 รวมทั้งสิ้น 8เครื่อง

กองทัพอากาศพม่าได้นำเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P เข้าปฏิบัติการรบจริงครั้งแรกในภารกิจโจมตีที่มั่นกองกำลังติดอาวุธคะฉิ่น KIA ในรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือติดพรมแดนจีนปี 2013 และอีกหลายๆพื้นที่สู้รบเช่นในรัฐฉาน
ซึ่งจากภาพการซ้อมรบร่วมของกองทัพพม่าหรือภาพจากปฏิบัติการรบกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ ฮ.โจมตี Mi-35P พม่าจะติดตั้งอาวุธโจมตีคือ ปืนใหญ่อากาศ 30mm แฝดสองที่หัวเครื่องด้านขวา และกระเปาะจรวดไม่นำวิถี S-5 57mm กับ S-8 80mm ที่คานอาวุธข้างลำตัว
การติดตั้งกล้อง TV/FLIR ใหม่ของ ฮ.Mi-35P นี้นอกจากจะเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจการณ์ชี้เป้าหมายแล้ว ยังเป็นไปได้ที่น่าจะเพิ่มความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อสู้รถถัง(เช่น 9M120 Ataka) ซึ่งยังไม่เคยพบว่ากองทัพอากาศพม่ามีการติดตั้งใช้มาก่อนด้วยครับ

อินเดียเตรียมความพร้อมฐานทัพอากาศเพื่อรองรับเครื่องบินขับไล่ Rafale

India readying IAF base to receive Rafale fighters
India's federal government recently approved INR2.20 billion (USD33.6 million) to develop facilities at an IAF base to accommodate one of two squadrons of the Dassault Rafale fighters (similar to this one) it ordered last year from France. (Dassault)
http://www.janes.com/article/74544/india-readying-iaf-base-to-receive-rafale-fighters

รัฐบาลกลางสาธารณรัฐอินเดียได้อนุมัติงบประมาณวงเงิน 2.2 billion Indian Rupee($33.6 million) เพื่อพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกของฐานทัพกองทัพอากาศอินเดีย(IAF: Indian Air Force) ทางตอนเหนือของประเทศ
เพื่อรองรับการเข้าประจำการของเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale 2ฝูงบินจำนวน 36เครื่องที่ลงนามจัดหาจากฝรั่งเศสเมื่อปีที่แล้ว

แหล่งข้อมูลทางการกล่าวกับ Jane's เมื่อ 2 ตุลาคมที่ผ่านมาว่ากองทัพอากาศอินเดียจะสร้างที่กำบังอากาศยานแบบแข็งแรง(shelters) โรงเก็บอากาศยาน(hangars) และสิ่งอำนวยความสะดวกการซ่อมบำรุง
ที่ฐานทัพอากาศ Ambala ทางตอนเหนือของ New Delhi 218km สำหรับเครื่องบินขับไล่ Rafale ซึ่งมีกำหนดจะเดินทางถึงที่นั่นในเดือนกันยายน 2019

พวกเขากล่าวว่าผู้เชี่ยวชาญหลายทีมจากบริษัท Dassault ฝรั่งเศสได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศ Ambala ในหลายเดือนที่ผ่านมาและตอนนี้ได้เสร็จสิ้นขั้นตอนของแผนสำหรับการรับมอบฝูงบิน Rafale ฝูงแรกที่จะที่รู้จักในชื่อ 'ศรสุวรรณ'(Golden Arrows)
"Ambala เป็นตัวเลือกที่ชัดเจนสำหรับกองทัพอากาศอินเดียที่จะเป็นฐานของฝูงบิน Rafale ในพื้นที่ตะวันตก ซึ่งเครื่องสามารถจะทำการบินสกัดกั้นต่อภัยคุกคามใดๆที่เป็นไปได้จากกองทัพอากาศปากีสถาน(PAF: Pakistan Air Force)" พลอากาศโท V K Bhatia(เกษียณ)กล่าววิเคราะห์

ฐานทัพอากาศ Ambala มีที่ตั้งห่างจากชายแดนปากีสถาน 200km และเคยถูกโจมตีทางอากาศโดยกองทัพอากาศปากีสถานในสงครามอินเดีย-ปากีสถานครั้งที่สองในปี 1965 ซึ่งทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านนี้ทำสงครามใหญ่ระหว่างกันมาแล้วมากกว่าสามครั้งตั้งได้รับเอกราชมากว่า 70ปี
ฐานทัพอากาศ Ambala เป็นที่ตั้งของฝูงบินเครื่องบินโจมตี Jaguar 2ฝูงบิน และเครื่องบินขับไล่ MiG-21 Bison 1ฝูงบินซึ่ง MiG-21 นั้นมีอายุการใช้งามานานล้าสมัยและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

กองทัพอากาศอินเดียยังจะทำการปรับปรุงฐานทัพอากาศ Hashimara ทางตะวันออกของอินเดีย เพื่อเป็นฐานบินของฝูงบิน Rafale ฝูงที่สอง
ซึ่งคาดว่าจะเป็นการวางกำลังที่แนวชายแดนเพื่อการเผชิญหน้ากับจีนที่อินเดียมีปัญหาข้อพิพาททางดินแดนที่ยุ่งยากระหว่างกันอยู่ครับ

วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กองทัพบกไทยเตรียมรับมอบรถถังหลัก VT4 จีน และมองเฮลิคอปเตอร์โจมตีสหรัฐฯใหม่แทน AH-1F

Royal Thai Army set to take delivery of VT4s
The Royal Thai Army (RTA) is preparing to take delivery of the first batch of 28 VT4 main battle tanks (MBT) from China, 18 months after agreeing to acquire the platforms for THB4.9 billion (USD147 million).
http://www.janes.com/article/74568/royal-thai-army-set-to-take-delivery-of-vt4s

Thailand plans combat helicopter acquisition
The Royal Thai Army (RTA) plans to acquire combat helicopters to replace its ageing fleet of Bell AH-1F Cobras, Thailand’s Defence Minister Prawit Wongsuwan has confirmed.
http://www.janes.com/article/74753/thailand-plans-combat-helicopter-acquisition

Mass Production Units of VT4(MBT-3000) Main Battle Tanks for Royal Thai Army unveiled in NORINCO ARMOUR DAY 2017 at Inner Mongolia, China, 16 August 2017

Royal Thai Army is looking for 6-8 new Attack Helicopters to replace 7 AH-1F of 3rd Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center, include US Boeing AH-64E Apache Guardian and Bell AH-1Z Viper(unknown photo source)

Royal Thai Army have plan to acquire additional 4 Sikorsky UH-60M Black Hawk for 9th Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center

กองทัพบกไทย(Royal Thai Army)กำลังเตรียมการรับมอบรถถังหลัก VT4 ใหม่ชุดแรก ๒๘คันจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลา ๑๘เดือนหลังจากที่มีการลงนามสัญญาจัดหาวงเงิน ๔,๙๘๔ล้านบาท($147 million) ในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016)
ทางการกระทรวงกลาโหมไทยยืนยันกับ Jane's เมื่อ ๒ ตุลาคมว่ารถถังหลัก VT4(MBT-3000) ที่ผลิตโดย China North Industries Corporation หรือ NORINCO สาธารณรัฐประชาชนจีน
จะเดินทางมาถึงฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือไทย(Royal Thai Navy) ในช่วงสัปดาห์หน้าราววันที่ ๘-๑๕ ตุลาคมที่จะถึงนี้

ทางการไทยกล่าวว่ารถถังหลัก VT4 ชุดแรกนี้จะได้รับการตรวจรับและขนส่งไปยัง กองพันทหารม้าที่๖ กรมทหารม้าที่๖ กองพลทหารม้าที่๓ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นหน่วยแรกที่คาดว่าจะได้รับมอบรถเข้าประจำการ
ทั้งนี้กองทัพบกไทยได้มีการสั่งจัดหารถถังหลัก VT4 ระยะที่๒ จำนวน ๑๑คันวงเงินประมาณ ๒,๐๐๐ล้านบาท($60 million)ในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) รวมเป็น ๓๙คัน และคาดว่าในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018)จะมีการสั่งจัดหาในระยะที่๓ อีกราว ๑๐คันเพื่อให้มีจำนวนครบ ๑กองพัน ๔๙คัน
โดย NORINCO จีนได้มีการเปิดตัวรถถังหลัก VT4 ในลายพรางคล้าย Woodland NATO ที่เป็นรถในสายการผลิตสำหรับกองทัพบกไทยในงานงานแสดงและสาธิตอาวุธยุทโธปกรณ์ NORINCO Armor Day 2017 ที่เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน เมื่อ ๑๖ สิงหาคมที่ผ่านมา

วันที่ ๓ ตุลาคม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมไทยได้ให้สัมภาษณ์ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับการเดินทางเยือนสหรัฐฯของนายกรัฐมนตรีไทย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้เข้าพบประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคมที่ผ่านมา
รัฐมนตรีกลาโหมไทยเปิดเผยว่ากองทัพบกไทยกำลังอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการคัดเลือกแบบเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่เพื่อทดแทน ฮ.จ.๑ AH-1F Cobra ๗เครื่องที่ประจำการใน กองพันบินที่๓ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก
โดย AH-1F ๔เครื่องที่จัดหามาในปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) แต่เกิดอุบัติเหตุตก ๑เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๔๓(2000) และจัดหา AH-1F EDA เพิ่มเติมอีก ๔เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012) นั้นปัจจุบันมีอายุการใช้งานมาก มีสภาพสมควรเดินอากาศ(Airworthiness) เพียง ๒เครื่อง ที่เหลืองดบินและใกล้จะหมดชั่วโมงบินใช้งานแล้ว

รัฐมนตรีกลาโหมไทยเปิดเผยว่าการเดินเยือนสหรัฐฯของนายกรัฐมนตรีไทยไม่ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยเป็นเรื่องหลัก โดยปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายอาวุธให้กองทัพไทยตามที่มีการรายงานไปหลายครั้งก่อนหน้า
ในส่วนกองทัพบกไทยนอกจากการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60M ราว ๔เครื่องเพิ่มเติมจาก UH-60L/UH-60M ที่ประจำการในใน กองพันบินที่๙(ผสม) อยู่แล้ว ๑๒เครื่อง(เดิมมี ๑๓เครื่องแต่ UH-60L ๑เครื่องเกิดอุบัติเหตุตกในปี พ.ศ.๒๕๕๔) เพื่อให้ครบ ๑๖เครื่องตามแผนเดิมที่วางไว้ก่อนปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014)แล้ว
ด้านโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ ๖-๘เครื่องเพื่อทดแทน ฮ.จ.๑ AH-1F นั้น คณะกรรมการจะมีการพิจารณาคัดเลือกแบบก่อนเสนอให้กระทรวงกลาโหมนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไปในอนาคตตามขั้นตอนปกติ

แบบตัวเลือกเฮลิคอปเตอร์โจมตีของสหรัฐฯสำหรับกองทัพบกไทยนั้นมีสองแบบคือ Boeing AH-64E Apache Guardian และ Bell AH-1Z Viper ซึ่ง AH-64E และ AH-1Z นั้นต่างเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการทดแทน AH-1F Cobra ที่มีการจัดหาไปประจำการในกองทัพหลายประเทศทั่วโลก
ทั้งนี้คณะกรรมการกองทัพบกน่าจะยังพิจารณาแบบ ฮ.โจมตีอื่นจากหลายประเทศ เช่น Airbus Helicopters Tiger ฝรั่งเศส-เยอรมนี, Turkish Aerospace Industries/Leonardo T129 ATAK ตุรกี-อิตาลี,
รวมถึง Mil Mi-28NE กับ Kamov Ka-52 รัสเซีย และ Changhe Aircraft Industries Corporation(CAIC) Z-10 จีน ตามที่ได้มีการวิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้ครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/blog-post_18.html)

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เครื่องบินขับไล่ Typhoon อังกฤษกับอาวุธปล่อยนำวิถี Brimstone มีความคืบหน้า

BAE Systems progresses Project Centurion with Brimstone milestone
A computer-generated impression of how the Typhoon will appear with its Project Centurion weapons fit (minus the Storm Shadow). Source: BAE Systems
http://www.janes.com/article/74465/bae-systems-progresses-project-centurion-with-brimstone-milestone

บริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักรได้เสร็จสิ้นก้าวย่างสำคัญที่ส่งผลสนับสนุนต่อการเปิดตัวของโครงการปรับแต่งระบบอาวุธ Project Centurion สำหรับเครื่องบินขับไล่ Typhoon กองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(Royal Air Force) ภายในสิ้นปี 2018
ตามที่ Andy Flynn ผู้อำนวยการการส่งมอบ Eurofighter กล่าวกับ Jane's เมื่อ 28 กันยายน การรณรงค์ทดสอบการบินช่วงฤดูร้อนของอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น MBDA Brimstone
ได้ผลสรุปประสบความสำเร็จก่อนหน้าสามวัน ผลที่ได้อาวุธปล่อยนำวิถีที่มีอำนาจการทำลายข้างเคียงต่ำตอนนี้สามารถติดตั้งไปกับ Typhoon ได้อย่างปลอดภัย

"มากกว่า 18เดือนที่ผ่านมาเราได้เสร็จสิ้นการทดสอบการปล่อยอาวุธจำนวนมากของ (อาวุธปล่อยนำวิถีร่อน) Storm Shadow, (อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา) Meteor และ Brimstone ในสหราชอาณาจักร
มีการปลดทิ้ง(jettison) Brimstone 9ครั้ง และการยิง 9ครั้งระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม-25 กันยายน ตอนนี้เราได้เสร็จสิ้นการบูรณาการอากาศพลศาสตร์และการปล่อยและปลดอาวุธ
นี่หมายความว่าตอนนี้มันปลอดภัยที่จะบินและยิงตลอดท่าทางการบินที่ต้องการอย่างมีประสิทธภาพ นี่เป็นย่างก้าวในเชิงบวกอย่างแท้จริง!" Flynn กล่าวเสริม

โครงการ Centurion เป็นการปรับแต่งระบบอาวุธที่นำการผสมผสานระเบิดนำวิถี Laser Raytheon Paveway IV ที่ถูกนำเข้าประจำการแล้ว ร่วมกับ Storm Shadow, Meteor และ Brimstone
เข้ากับเครื่องบินขับไล่ Typhoon FGR4 กองทัพอากาศสหราชอาณาจักร ตามเวลาสำหรับรองรับการปลดประจำการเครื่องบินขับไล่โจมตี Panavia Tornado GR4 ในปี 2019
โดย Typhoon FGR4 นั้นเป็นรุ่นที่มีขีดความสามารถในการใช้อาวุธโจมตีภาคพื้นดินได้แต่เป็นอย่างจำกัด โดยเครื่องบินขับไล่ Typhoon F2 ที่กองทัพอากาศอังกฤษประจำการเป็นรุ่นแรกนั้นมีขีดความสามารถเฉพาะการใช้อาวุธอากาศสู่อากาศเท่านั้น

"โครงการ Centurion จากได้รับสัญญาจนถึงเข้าประจำการเป็นเวลา 4ปีครึ่ง รวมการนำ Storm Shadow และ Meteor กับเครื่องนี่เป็นคงามท้าทายมาก เรากำลังมุ่งเน้นไปที่การส่งมอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการเมื่อลูกค้าต้องการมัน
มันเกี่ยวกับการใช้พลังของกลุ่มหุ้นส่วน Eurofighter(Airbus เยอรมนีและสเปน, Leonardo อิตาลี และ MBDA สหราชอาณาจักร-ฝรั่งเศส) และพลังทั้งหมดนำเข้าสู่ขีดความสามารถในการส่งมอบ" Flynn กล่าวย้ำ
นอกจากกองทัพอากาศอังกฤษแล้วเครื่องบินขับไล่ Tornado ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตร่วมเริ่มต้นกำลังอยู่ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนปลดประจำการ เช่น เครื่องบินขับไล่โจมตี Tornado IDS และเครื่องบินขับไล่สงคราม Electronic Tornado ECR กองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) ครับ

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อากาศยานรบไร้คนขับ CH-5 UAV จีนทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีใหม่

China’s CH-5 UAV conducts live-fire trial with new precision weapon
CASC’s latest CH-5 armed reconnaissance UAV pictured with guided weapons during a 21 September test at an undisclosed airport in north-western China. Source: Jane's sources
http://www.janes.com/article/74363/china-s-ch-5-uav-conducts-live-fire-trial-with-new-precision-weapon


China Aerospace Science and Technology Corporation(CASC) สาธารณรัฐประชาชนจีนประสบความสำเร็จในการบูรณาการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีความแม่นยำสูง(PGM: Precision Guided Missile) ใหม่
เข้ากับอากาศยานไร้คนขับเพดานบินปานกลางระยะเวลาทำการนาน(MALE UAV: Medium-Altitude Long-Endurance Unmanned Aerial Vehicle)แบบติดอาวุธ CH-5(Cai Hong 5 หรือ Rainbow 5) ตามที่แหล่งข้อมูลของ Jane's ยืนยัน

การทดสอบล่าสุดมีขึ้นที่สนามบินที่ไม่เปิดเผยทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑล Gansu ระหว่างช่วงเช้าวันที่ 21 กันยายน โดยวิศวกร CASC ประสบความสำเร็จในการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีความแม่นยำสูงแบบใหม่
ที่มีน้ำหนัก 80kg ติดตั้งหัวรบระเบิดแตกสะเก็ด ทำการยิงแบบจับเป้าหมายก่อนยิง(LOBL: Lock-On Before Launch) จาก CH-5 UAV รุ่นสายการผลิตที่ความสูง 11,482ft.

รายละเอียดเพิ่มเติมของอาวุธปล่อยนำวิถีแบบใหม่ไม่เป็นที่เปิดเผย แม้ว่าจะเป็นที่เข้าใจว่าการทดสอบล่าสุดนี้จะยังเป็นการช่วยให้วิศวกรสามารถทำการทดสอบเพิ่มเติมและปรับแต่งของ CH-5
ทั้งการติดตั้งกล้อง EO/IR(Electro-Optical/Infrared) เช่นเดียวกับระบบชี้เป้าหมายให้อาวุธ และกลไกการปล่อยอาวุธจากรางตำบลติดตั้งอาวุธ

"เราได้สาธิตความสามารถของ CH-5 เพื่อเอาชนะกองกำลังใดๆในสนามรบด้วยความสามารถในการลาดตระเวนและโจมตีของมัน
และความสำเร็จล่าสุดของเราเป็นตัวอย่างถึงความสมบูรณ์พร้อมของผลิตภัณฑ์ขั้นก้าวหน้าของเรา" โฆษกของ CASC กล่าวกับ Jane's

แหล่งข้อมูลในบริษัทยังได้เปิดเผยกับ Jane's ว่าอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังนำวิถี Laser กึ่งอัตโนมัติ(SAL: Semi-Active Laser) แบบ AR-1 ขนาด 45kg ได้ประสบความสำเร็จในการบูรณาการติดตั้งและกับรับรองการใช้งานกับ CH-5 UAV เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
โดยอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AR-1 นั้นถูกติดตั้งใช้งานกับอากาศยานไร้คนขับ CH-3 และ CH-4 ที่มีขนาดเล็กกว่าและจีนได้ส่งออกไปใช้งานในหลายประเทศ เช่น เติร์กเมนิสถาน ไนจีเรีย(CH-3) พม่า(CH-3A) ซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ และอิรัก(CH-4B) ครับ

วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๐-๙

Rafael Spike Anti-Tank Guided Missile of ST Kinetics Singapore display at Defense & Security 2015 exhibition(My Own Photo) 

http://www.dti.or.th/download/file/d10d71b0.pdf
Defence Technology Institute released check the purchase price of materials for 63 related IR Seeker equipments

ความคืบหน้าที่สำคัญของโครงการพัฒนาอาวุธด้วยตนเองของ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สปท. DTI(Defence Technology Institute)
คือการออกเอกสารการสอบราคาซื้อวัสดุระบบ IR Seeker จำนวน ๖๓รายการ เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๐(2017)
เป็นที่เข้าใจว่าระบบ IR Seeker ดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในโครงการพัฒนาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง(Anti-Tank Guided Missile)
ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาจรวดนำวิถีที่ DTI ประกาศแผนงานพัฒนาต่อจากโครงการจรวดนำวิถีหลายลำกล้อง DTI-1G 302mm และเครื่องจรวดหลายลำกล้อง DTI-2 122mm

ปัจจุบันกองทัพไทยยังมีความต้องการในการจัดหาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังแบบใหม่เพื่อทดแทนระบบเก่าที่ปลดประจำการไปได้หลายปีแล้ว
เช่นในส่วนของกองทัพบกไทย(Royal Thai Army) คือโครงการจัดหาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังทดแทนระบบ M47 Dragon ที่จัดหามานานซึ่งล้าสมัยและหมดอายุการใช้งานแล้ว
ช่วง ๓-๕ปีก่อนนั้นกองทัพบกไทยได้ประเมินค่าอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังแบบพกพาได้ด้วยชุดยิงขนาดเล็กสองระบบคือ Raytheon-Lockheed Martin FGM-148 Javelin สหรัฐฯ และ Rafael Spike อิสราเอล ซึ่งต่อมามีข้อมูลว่ากองทัพบกไทยเลือก Spike-MR อิสราเอล
อย่างไรก็ตามเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้กองทัพบกไทยยังไม่มีการดำเนินการจัดหา ATGM ใหม่จนถึงตอนนี้ ซึ่งถ้า DTI จะพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังของไทยเองจนเข้าสู่สายการผลิตและประจำการได้จริงย่อมจะเป็นเรื่องที่ดีมากครับ

AH-1F and AH-1F EDA of 3rd Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center, Royal Thai Army(https://www.facebook.com/ball.kittidej)

ตามที่ได้มีการวิเคราะห์การจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกแบบเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ของกองทัพบกไทยเพื่อทดแทน ฮจ.๑ AH-1F และ AH-1F EDA ทั้ง ๗เครื่องที่ประจำการใน กองพันบินที่๓ ศูนย์การบินทหารบกนั้น(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/blog-post_18.html)
ได้ข้อมูลมาเพิ่มเติมบางส่วนครับว่าแบบเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ที่มีตัวแทนบริษัทประเทศต่างๆมาเสนอให้กองทัพบกไทยพิจารณานั้นน่าจะมีอยู่ด้วยกันดังนี้คือ
Boeing AH-64E Apache Guardian และ Bell AH-1Z Viper สหรัฐฯ, Airbus Helicopters Tiger ฝรั่งเศส-เยอรมนี, Turkish Aerospace Industries/Leonardo T129 ATAK ตุรกี-อิตาลี และ Mil Mi-28NE รัสเซีย โดยเท่าที่ทราบจีนไม่ได้เสนอ Z-10 ของตนให้ไทย

ที่มีข่าวลือมาล่าสุดนั้นตัวเลือกที่กองทัพบกไทยพิจารณาเหลือสองแบบแล้วคือ AH-1Z Viper กับ Tiger โดยมีแนวโน้มว่า AH-1Z จะเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะมีแบบแผนใกล้เคียงกับ ฮ.จ.๑ AH-1F มากที่สุด
ก็ต้องติดตามกันว่าผลที่ออกมาในอนาคตจะเป็นไปตามที่กล่าวมานี้จริงหรือไม่ เพราะได้ข้อมูลมาอีกทางมาระบุว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีการตัดสินใจใดๆออกมาเลย
โดยการเสนอแบบตัวเลือกเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ ต่อ ศบบ.นั้นจะมีกำหนดส่งข้อเสนอจนถึงต้นเดือนตุลาคม และคาดว่าจะเริ่มการพิจารณาคัดเลือกแบบได้ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนหรือหลังจากนั้นครับ

ทั้งนี้นอกจากเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ทดแทน ฮ.จ.๑ AH-1F ขั้นต้น ๑กองร้อยบิน ๘เครื่องแล้ว ตามแผนความต้องการอัตราโครงสร้างศูนย์การบินทหารบกใหม่ในปัจจุบัน
กองทัพบกยังมีความต้องการจัดหา ฮ.โจมตีเพิ่มเติมในแต่ละกองพันบินอากาศยานปีกหมุน อย่างน้อยอีก หนึ่ง ร้อย.บ. ๘เครื่อง เช่นใน กองพันบินที่๙(ผสม)
รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธในแต่ละกองพันบินอากาศยานปีกหมุนอย่างน้อยอีกหนึ่ง ร้อย.บ. ๘เครื่อง เพิ่มเติมจาก ฮ.ลว./อว.๕๕๐ AS550 C3 ๘เครื่องที่ประจำการใน กองพันบินที่๑ (แผนเดิมต้องการขั้นต้น ๑๖เครื่อง)

แต่ทั้งนี้เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ มองว่าเฉพาะส่วน ฮ.ลาดตระเวนคงจะมีแผนปรับปรุงติดตั้งกล้องตรวจการณ์ชี้เป้า Electro-Optical Infrared(EO/IR) ให้ AS550 C3 มากกว่า
ส่วนการจัดหา ฮ.มือสองอย่าง OH-58D Kiowa Warrior ซึ่งกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) เพิ่งจะปลดประจำการไป และส่งออกเครื่องส่วนเกินให้มิตรประเทศในรูปแบบ Excess Defense Article และ Foreign Military Sale นั้น(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/oh-58d-kiowa-warrior.html)
เช่น กองทัพอากาศตูนิเซีย ๒๔เครื่องรวมระบบอุปกรณ์และอาวุธต่างๆมีวงเงินที่ $100.8 million(http://www.dsca.mil/major-arms-sales/tunisia-oh-58d-kiowa-warrior-aircraft-equipment-and-support) แต่มองว่าในระยะยาวแล้วอายุการใช้งานเครื่องจะสั้นเกินไปไม่คุ้มค่าที่จะจัดหามาใช้ครับ

Royal Thai Army AEROS 40D Sky Dragon Airship with 2 Axsys V14-MSII Electro-Optical Infrared camera systems Emergency landing at Pattani, 5 September 2014


Royal Thai Army 3 Axsys V14-MSII Electro-Optical Infrared(EO/IR) camera systems on 3 Bell 212 Helicopters amd 2 V14-MSII  cameras on AEROS 40D Sky Dragon Airship(www.nationgroup.com)

สำหรับเรือเหาะตรวจการณ์ AEROS 40D Sky Dragon สหรัฐฯแบบมีนักบินประจำที่กองทัพบกไทยจัดหามาในปี พ.ศ.๒๕๕๒(2009) และได้ปลดประจำการไปในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) นี้นั้น
รายงานปัญหาของสมรรถนะตัวเรือเหาะ ทั้งพื้นผิวผ้าใบตัวเรือเหาะเสื่อมสภาพ ค่า Helium gas เพื่อรักษาสภาพรูปทรงเรือเหาะมีค่าใช้จ่ายสูง สมรรถนะความเร็วและเพดานบินต่ำกว่าที่ต้องการ และเคยเกิดอุบัติเหตุลงจอดฉุกเฉินนั้นก็ได้ถูกรายงานไปบ่อยครั้งแล้ว

ทั้งระบบที่จัดหามารวม ๓๔๐ล้านบาท($10.26 million) แบ่งเป็น
รายการแรก ตัวเรือเหาะ ๖๖.๘ล้านบาท($2.01 million), กล้องตรวจการณ์ ๒ชุดและระบบควบคุมและส่งสัญญาณ ๘๗ล้านบาท($2.62 million) รถหุ้มเกราะสถานีควบคุม ๔๐ล้านบาท($ 1.2million) และโรงเก็บพร้อมอุปกรณ์ภาคพื้น ๙ล้านบาท($271,818)
รายการที่สอง อากาศยานปีกหมุนติดตั้งระบบเฝ้าตรวจทางอากาศกล้องตรวจการณ์คุณภาพสูง ๓ระบบ ๑๓๑ล้านบาท($ 3.95 million) นั้น

ในส่วนรถหุ้มเกราะควบคุมและถ่ายทอดสัญญาณแบบ Grizzly Command & Control MRAP(Mine Resistant Ambush Protected) ๑คันนั้นจะมีการขายทอดตลาดไป
ส่วนกล้องตรวจการณ์ Axsys V14-MSII ๒ระบบที่ติดตั้งบนเรือเหาะนั้น จะมีการพิจารณานำไปติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์แบบอื่นต่อไป เช่นเดียวกับที่ติดกับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๒๑๒ Bell 212 ๓เครื่องที่ติดตั้งกล้อง EO/IR Axsys V14-MSII มาก่อนแล้วครับ


Royal Thai Marine Corps, Royal Thai Navy's HMV-150 upgraded of V-150 4x4 by Panus Assembly Co.,Ltd Thailand was transited for field test at Narathiwat in 29 September 2017

เมื่อ ๒๙ ก.ย.๖๐ เวลา ๑๑๕๐ น.อ.เลอศักดิ์ คชนันทน์ ผบ.ฉก.นย.ทร./ผบ.ฉก.นย.ภต. ให้โอวาทและกล่าวต้อนรับกำลังพลส่วนใหญ่ ผลัดเปลี่ยนหน้าที่ ฉก.นย.ทร./ฉก.นย.ภต.ประจำปี งป.๖๑ ณ ชายหาด ค่ายจุฬาภรณ์ อ.เมืองนราธิวาส จว.นราธิวาส 
โดยประกอบด้วยกำลังพลจาก กรมทหารพรานนาวิกโยธิน กองทัพเรือ (กรม ทพ.นย.ทร.) กองพันทหารราบที่ ๔, หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง, กองพันลาดตระเวน, กองพันทหารช่าง และกองพันพยาบาล 
ซึ่งกำลังพลดังกล่าว เดินทางมาโดยทางเรือ ประกอบด้วย เรือหลวงอ่างทอง และเรือหลวงมันใน 
ในการนี้ น.อ.เลอศักดิ์ คชนันทน์ ผบ.ฉก.นย.ทร./ผบ.ฉก.นย.ภต.ได้กล่าวเน้นย้ำให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ อยู่บนพื้นฐานและหลักการที่ถูกต้อง มีความซื่ออสัตย์สุจริต มีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน 
นอกเหนือจากภารกิจในการปกป้องอธิปไตย และรักษาผลประโยชน์ของชาติแล้ว ภารกิจให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง 
ขอให้กำลังพลทุกนายใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ภายใต้พหุวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ทั้งในด้านศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และต้องไม่ประมาทโดยเด็ดขาด 
ทั้งนี้ กำลังพลทุกนาย คือตัวแทนของ กองทัพเรือ
https://www.facebook.com/watcharin13/posts/1721711241173324

Royal Thai Marine Corps, Royal Thai Navy's new varriant of PHANTOM 380-X1 Cobra 4x4 by Panus Assembly Co.,Ltd Thailand
https://www.facebook.com/rach2511/posts/10214495404436998

การผลัดเปลี่ยนกำลังพลของ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ/หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑(2017) ที่ ค่ายจุฬาภรณ์ จังหวัดนราธิวาส ตามชุดภาพในข้างต้นนั้น
มีการพบว่า นาวิกโยธิน กองทัพเรือไทยได้มีการนำรถหุ้มเกราะล้อยาง HMV-150 ที่บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ ทำการปรับปรุงจากรถหุ้มเกราะล้อยาง V-150 4x4 ที่ประจำการใน กองร้อยยานเกราะ กองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน มาก่อน
รถเกราะ HMV-150 ต้นแบบที่ถูกนำมาประจำการที่นราธิวาสนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบในภาคสนามจริงเพื่อประเมินค่าก่อนการพิจารณาที่จะดำเนินการปรับปรุงรถเกราะ V-150 ของ นย.ที่มีให้เป็นมาตรฐาน HMV-150 ต่อไป

ซึ่งรถหุ้มเกราะล้อยาง First Win II 4x4 ที่นาวิกโยธินไทยได้รับมอบจากบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd) ไว้ทดลองใช้งาน ๖๐วันก่อนหน้า ก็เป็นรถเกราะป้องกันทุ่นระเบิด MRAP อีกแบบที่น่าจะถูกนำไปใช้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
นอกเหนือจากรถหุ้มเกราะล้อยาง Phantom 380-X1 ซึ่งเป็นผลงานของบริษัทพนัสที่เข้าประจำการในนาวิกโยธินไทยที่ชายแดนภาคใต้แล้ว และกองทัพเรือไทยกำลังจะจัดหาเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง
โดยได้มีภาพเปิดเผยถึงรถหุ้มเกราะล้อยาง Phantom 380-X1 Cobra ที่การปรับปรุงเพิ่มเติมในบางส่วนด้วยครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/07/hmv-150-first-win-ii.html)





Ceremony of Royal Thai Navy delivered Nari VTOL UAV to Suranaree Task Force, 2nd Army Region, Royal Thai Army, 8 September 2017

ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปอย่างสวยงาม!
กองบัญชาการกองทัพไทย สั่งผลิตโดรนจากกองทัพเรือให้เหล่าทัพต่างๆใช้งาน
เราสามัคคีกัน! เราไม่แบ่งแยกเหล่าทัพ! เราทำงานประสานกัน! สนับสนุนงานวิจัยฯภูมิปัญญาทหารไทย!

เรื่องหนึ่งที่ถูกโยงเข้าหากรณีปัญหาการจัดหาเรือเหาะตรวจการณ์ AEROS 40D Sky Dragon ที่ปลดประจำการไปในข้างต้นบ่อยครั้งคือเรื่องที่มักจะมีกลุ่มคนออกมาเสนอความเห็นว่า "ทำไมทหาร-ตำรวจไม่ใช้ Drone ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้"
ในที่นี้เราจะกล่าวถึงในแง่มุมที่ว่า Drone ที่มักจะถูกกล่าวถึงนั้นคืออากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ซึ่งในความเป็นจริงนั้นแต่ละเหล่าทัพมีการจัดหาและพัฒนา UAV ของไทยเองประจำการและใช้ปฏิบัติการจริงในหลายๆพื้นที่มามากกว่าสิบปีแล้ว
เช่น RQ-11B Raven, DTI Mini UAV กองพันข่าวกรองทหาร, Searcher Mk II กับ Hermes 450 กองร้อยบินอากาศยานไร้คนขับที่๒ กองพันบินที่๒๑ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก กองทัพบกไทย, Narai(นารายณ์), Ongkot(องคต), DTI RTN KSM150 กับ Falcon-V FUVEC VTOL UAV ขึ้นลงทางดิ่งกองทัพเรือไทย และ Aerostar, TEagle Eyes II, Tiger Shark I/II MALE UAV กองทัพอากาศไทย เป็นต้น ซึ่ง UAV ที่กล่าวชื่อมามีถึง ๗ระบบที่พัฒนาเองในไทย

UAV เหล่านี้ได้มีการนำไปทดสอบใช้งานจริงในพื้นที่ปฏิบัติการมาแล้วทั้งที่ชายแดนภาคใต้หรือตรวจการณ์ในพื้นที่ชายแดนตะวันออกและตะวันตก ตามตัวอย่างที่กองทัพเรือได้ผลิตและส่งมอบ นารายณ์ UAV ให้กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่๒ กองทัพบก และเหล่าทัพอื่นไปใช้งาน
อย่างไรก็ตาม UAV แต่ละแบบทั้งขนาดใหญ่ขนาดเล็กยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจะทำการบินได้ต่อเนื่องตลอดเวลา ดังนั้นในการตรวจการณ์ต่อเนื่องสมัยนั้นกองทัพบกจึงมีแนวคิดที่จะจัดหาเรือเหาะซึ่งสามารถบินได้ต่อเนื่องนานข้ามวันและประหยัดเชื้อเพลิง
แต่ก็อย่างที่ทราบว่าตัวระบบเรือเหาะ Sky Dragon นั้นมีปัญหาตั้งแต่บริษัทผู้ผลิตที่เอาตัวต้นแบบ Prototype มาขายให้แล้ว รวมถึงเป็นระบบที่ใช้คนบังคับภายในไม่ได้เป็นแบบ Balloon ไร้คนขับผูกประจำที่เพดานบินสูงเหมือนประเทศอื่น ผลที่ออกมาจึงไม่ดีอย่างที่เห็น

นั่นกลับแย่ที่ว่าประเด็นการปลดประจำการเรือเหาะของกองทัพบกไทยกลับถูกโยงเข้ากับการจัดหาของเหล่าทัพอื่น ตัวอย่างเช่นเรือดำน้ำ S26T ที่มีสื่อไร้จรรยาบรรณและผู้ไม่หวังดีต่อชาติโจมตีว่าเมื่อประจำการเรือต้องจมลูกเรือตายยกลำแน่ๆ ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลย
อีกส่วนที่โยงไปถึงการใช้งานระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เช่นคำถามที่ว่า "ทำไมกองทัพไทยไม่ใช้ Drone ติดอาวุธในพื้นที่ชายแดนภาคใต้" ซึ่งในที่นี้หมายถึงอากาศยานรบไร้คนขับ(UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle) 
คำตอบคือสถานการณ์ในพื้นที่นั้นการเพิ่ม 'อำนาจการยิง' ไม่สามารถที่จะใช้แก้ปัญหาอะไรได้เลย และบ่อยครั้งที่คำแนะนำที่มาจากผู้ที่อยู่นอกพื้นที่ซึ่งไม่ได้มีพื้นฐานความรู้จริงแต่อย่างใดมักจะสร้างความลำบากใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จริงมาก

ทุกวันนี้ฝ่ายเราพยายามแก้ปัญหาโดยการลดเงื่อนไขที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาลง ในขณะที่กลุ่มก่อความไม่สงบมักจะกระทำการเป็นกลุ่มขนาดเล็กและปะปนกับชาวบ้านในพื้นที่ ถ้าใช้อาวุธทางอากาศจาก UCAV โจมตีความเสียหายข้างเคียงจะสูงเกินกว่าที่เราจะรับได้ 
โดยเฉพาะการถูกนำไปขยายผลความรุนแรงของฝ่ายตรงข้ามเพื่อสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนและต่อนานาชาติ จนนำมาสู่การแทรกแซงจากกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายสากลในพื้นที่ของไทย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยไม่ต้องการให้เกิดขึ้น 
ดังนั้นเราจะไปใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการสร้างปัญหาใหม่ เหมือนประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศหรือประเทศมหาอำนาจที่มองว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่คนเหมือนพวกตนไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่วัฒนธรรมของชาวไทย และการทำแบบนั้นยิ่งมีแต่จะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงจากที่เป็นอยู่ตอนนี้ครับ

(การสร้างความเกลียดชังคือสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการทั้งในฝ่ายตนและฝ่ายเรา เราใช้ไฟดับไฟไม่ได้ เราต้องใช้น้ำดับไฟ 
ในอดีตที่ผ่านมาไทยเราแก้ไขและผ่านปัญหาความมั่นคงต่างๆได้ด้วยวิธีนี้ แม้ว่าในบางสถานการณ์ที่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ แต่ไทยเราก็อดทนโดยเชื่อว่าถ้าน้ำยังน้อยก็ต้องสะสมน้ำให้มากขึ้นแล้วรดน้ำต่อเนื่องไปจนกว่าไฟจะดับมอดหมด 
ทำให้ประเทศไทยไม่ค่อยมีปัญหาอาชญากรรมจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก แต่ในอนาคตก็ไม่แน่เพราะผู้คนในสังคมไทยส่วนหนึ่งได้เปลี่ยนไปจากอดีตแล้ว

ไม่อย่างนั้นก็จะเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่มีสงครามกลางเมืองกับหลายกลุ่มชาติพันธุ์มาตั้งแต่เป็นเอกราชยาวนานถึง ๗๐ปี 
ด้วยพื้นฐานความคิดที่เห็นแก่ตัวของกลุ่มผู้ปกครองประเทศนั้นที่มองว่าเชื้อชาติตนดีสูงส่งกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่พวกเขาคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมทั้งที่อยู่อาศัยร่วมแผ่นดินเดียวกับตนมานาน
จนถูกประชาคมโลกประนามเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การบังคับใช้แรงงานทาส ทหารเด็ก ข่มขืมรุมโทรมแบบเป็นระบบ และมีผู้อพยพจำนวนมากหนีความตายเข้ามาพึ่งประเทศไทยเรา

เราไม่ควรไปฟังความคิดเห็นจากคนไม่ดีบางกลุ่มที่คิดพูดและทำแต่เรื่องร้ายๆ ชอบแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงโดยที่ตัวเองอยู่ในที่ปลอดภัย ค่อยแต่ติเตียนคนทำงานทำความดีเพราะว่าตนเองคิดเลวจึงเหมารวมว่าคนอื่นก็เลวเหมือนกันกับพวกตน  
ซึ่งพวกกลุ่มคนไร้วุฒิภาวะก้าวร้าวหยาบคายที่เรียกร้องการแก้ปัญหาด้วยการสร้างความแตกแยกสุดโต่ง รวมถึงฝักใฝ่แนวคิดการปกครองประเทศแบบอนาธิปไตยเหล่านี้ พอเจอของจริงเข้าเห็นมาหลายรายแล้วลงไปนอนคว่ำหน้าปากสั่นพร่ำแต่ว่า "ไม่ๆ ช่วยด้วย! ฉันยังไม่อยากตาย!" 
และกลุ่มคนที่ชมชอบวิธีการทำความสะอาดบ้านด้วยการจุดไฟเผาบ้านตนเองพวกนี้ละที่เป็นภัยความมั่นคงของชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ที่สามารถพบเห็นได้แม้แต่ใน Webboard หรือ Group Facebook ทางทหารที่เคยมีชื่อว่าเป็นกลางและพูดคุยกันด้วยเหตุผลทางวิชาการมาตลอดก็ตาม)

new Royal Thai Air Force SAAB 340B+ serial number 70206

ในช่วงเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๐ ส่วนของกองทัพอากาศไทยในการปลดประจำการอากาศยานที่มาอายุการใช้งานมานาน และการจัดหาอากาศยานใหม่เพื่อทดแทนส่วนที่ขาด ก็เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามข้อจำกัดของงบประมาณ
ซึ่งอากาศยานแบบล่าสุดที่รับมอบในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้นจะเป็นกลุ่มอากาศยานที่ใช้ในภารกิจตรวจการณ์รวบรวมข่าวกรอง ซึ่งเป็นระบบที่อยู่ในชั้นความลับตามที่ได้รายงานไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/p180-avanti-ii-evo-saab-340b.html)
การรับมอบอากาศยานรบที่สำคัญของกองทัพอากาศไทยก็จะมีล่าสุดในเดือนมีนาคม ๒๕๖๑(2018) คือการรับมอบเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ KAI T-50TH ตามกำหนดการที่กองทัพอากาศดำเนินการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชนมาตลอดในช่วงหลังมานี้ครับ