วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

พิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ร.ล.ท่าจีน ที่เกาหลีใต้

Royal Thai Navy's new Frigate FFG-471 HTMS Tachin launching ceremony at Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering(DSME) Okpo-Dong shipyard, Geoje, South Gyeongsang, Busan, Republic of Korea, 23 January 2017




เวลา 15.39. น. ตามเวลาประเทศไทย. ซึ่งช้ากว่าเกาหลีใต้. 2. ชม. พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีปล่อยเรือฟริเกตสมรรถนะสูงหรือ เรือหลวงท่าจีนลำใหม่ของกองทัพเรือไทยลงน้ำ 
โดยมีนางปรานี อารีนิจ ภริยาเป็นสุภาพสตรีผู้ประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ณ อู่เรือ DSME เมืองปูซาน. สาธารณรัฐเกาหลี
https://www.facebook.com/tnamcot/posts/1027243487379790
https://www.facebook.com/tnamcot/

บริษัท DSME ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเตรียมพิธีปล่อยเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือไทยลงน้ำ

บริษัท DSME ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเตรียมพิธีปล่อยเรือฟริเกตสมรรถนะสูง หรือเรือหลวงท่าจีนลำใหม่ของกองทัพเรือไทยลงน้ำ โดยกำลังเคลื่อนย้ายเพื่อเตรียมนำมาประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2560 เวลา 15.39 น.
โดยมี พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยนางปรานี อารีนิจ ภริยาเป็นสุภาพสตรีผู้ประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำ

สำหรับเรือฟริเกตสมรรถนะสูงดังกล่าว ต่อโดยบริษัท DSME.(DAEWOO Shipbuilding & Marine Engineering CO., LTD.) ประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี โดยการสร้างเรือดำเนินการ ณ อู่ต่อเรือของบริษัท DSME สาธารณรัฐเกาหลี ในระหว่างปี 2556 – 2561 
ซึ่งเป็นแบบที่พัฒนามาจากเรือพิฆาตชั้น Kwanggaeto Class Destroyer (KDX-I) ซึ่งเรือฟริเกตที่กองทัพเรือจัดหา มีการออกแบบและสร้างเรือ โดยใช้มาตรฐานทางทหารของสหรัฐฯ และกองทัพเรือเกาหลี 
อีกทั้งได้รับการรับรองเป็นแบบที่ได้รับรองจากสถาบันจัดชั้นเรือซึ่งเป็นสมาชิกของ IACS (International Association of Classifications Society) 

โดยแบบเรือดังกล่าว มีระวางขับน้ำสูงสุด 3,700 ตัน ความเร็วสูงสุดต่อเนื่อง 30 นอต ระยะปฏิบัติการประมาณ 4,000 ไมล์ทะเล กำลังพล 136 นาย 
ลักษณะของเรือออกแบบโดยใช้ Stealth Technology และลดการแพร่คลื่นแม่เหล็กตัวเรือ รวมทั้งลดการแพร่เสียงใต้น้ำ ติดตั้งระบบอำนวยการรบและระบบอาวุธจากยุโรปและอเมริกา ซึ่งสามารถปฏิบัติการรบได้ทั้ง 3 มิติ

ในการต่อเรือชุดนี้กองทัพเรือได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการต่อเรือ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของการต่อเรือภายในประเทศ โดยกองทัพเรือจะทำการต่อเรือฟริเกตสมรรถณะสูงเองอีก 1 ลำ 
และที่ผ่านมาบริษัท DSME. จำกัด และ บริษัท ไฮเทค เอเจ โฮลดิ้ง จำกัด (บริษัทผู้แทนในระเทศไทยของบริษัท DSME จำกัด) ได้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) กับกองทัพเรือ และบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด บริษัท ไฮเทค เอเจ โฮลดิ้ง จำกัด 
ในด้านความร่วมมือการพัฒนาขีดความสามารถในการซ่อม สร้าง และดัดแปลงเรือ ของกรมอู่ทหารเรือให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อ 30 กันยายน 2559 ณ รองรับรองกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/1407188075999211
https://www.facebook.com/prthainavy/








เตรียมทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำ

ร.ล.ท่าจีน (เรือฟริเกตสมรรถนะสูง) ลำใหม่ล่าสุดของ ทร. ไทบ กำลังเคลื่อนย้ายเพื่อเตรียมนำมาประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันจันทร์ที่ 23 ม.ค.60 นี้ โดยมี พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. เป็นประธานในพิธี

เรือลำดังกล่าว ต่อโดยบริษัท DSME ประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ซึ่งคาดว่าจะเข้าประจำการในปี 2561

กองทัพเรือ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาทั้งองค์วัตถุ องค์บุคคล และ องค์ยุทธวิธี อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กองทัพเรือมีความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทุกรูปแบบ 
เราจะเป็นเครื่องมือที่จะยืนยันได้ถึงเสรีภาพในการใช้ทะเล ของประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งนี้ ด้วยความพยายามที่จะเป็นเลิศให้สมกับ motto ของ ผบ.ทร. ที่ว่า "To Become The Best"

By Admin ต้นปืน561
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/posts/1231109940260231
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/

จากชุดภาพข้างต้นจะเห็นได้ว่าระบบอาวุธและอุปกรณ์บางระบบของเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๓) ซึ่งเป็นเรือผิวลำแรกของกองทัพเรือไทยที่สร้างจากสาธารณรัฐเกาหลีนั้นได้รับการติดตั้งแล้ว
เช่น ปืนใหญ่เรือ OTO Melara 76/62 ทรง Stealth, ระบบป้องกันระยะประชิดปืนใหญ่กลหกลำกล้องหมุน Phalanx 20mm CIWS, Radar นำร่องเดินเรือ และระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม SATCOM เป็นต้น
โดยหลังจากพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ร.ล.ท่าจีน จะมีการดำเนินการก่อสร้างต่อโดยการติดตั้งระบบอาวุธและอุปกรณ์ที่เหลือจนครับ(เห็นได้จากระดับท้องเรือที่จมน้ำว่าเรือยังไม่ได้ติดตั้งระบบหลายๆอย่างที่มีน้ำหนักถึงระดับระวางขับน้ำปกติ)

เรือฟริเกต เรือหลวงท่าจีน ลำใหม่นี้นับเรือลำที่๓ ของราชนาวีไทยแล้วที่ได้รับพระราชทานนามนี้ โดย ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๑) นั้นเป็นเรือสลุปชุดเดียวกับ ร.ล.แม่กลอง ซึ่งต่อที่อู่ต่อเรือ Uraga ญี่ปุ่นที่เข้าประจำการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๘๐(1937)
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่๒ ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๑) ถูกเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตโจมตีทางอากาศจนท้องเรือทะลุ ต่อมาสำรวจตรวจสอบสภาพเรือแล้วว่าไม่สามารถจะซ่อมแซมเพื่อนำกลับเข้าประจำการได้จึงต้องปลดประจำการไป

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๙๔(1951) กองทัพเรือไทยได้รับมอบ ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๒) ซึ่งเดิมคือเรือฟริเกตตรวจการณ์ชั้น Tacoma PF-36 USS Glendale กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งรับมอบพร้อมกับ ร.ล.ประแส(ลำที่๒) คือ PF-47 USS Gallup ที่ฐานทัพเรือ Yokosuka
ซึ่งสหรัฐฯส่งมอบเรือเป็นการช่วยเหลือทางทหารแก่กองทัพเรือไทยที้่สูญเสีย ร.ล.ประแส(ลำที่๑) ที่เดิมเป็นเรือคอร์เวตชั้น Flower กองทัพเรืออังกฤษชื่อ HMS Betony ซึ่งรับมอบพร้อม ร.ล.บางประกง(ลำที่๑) ที่เดิมคือ HMS Burnet เมื่อ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๐(1947)

ในราชการสงครามเกาหลีกองทัพเรือไทยได้สูญเสีย ร.ล.ประแส(ลำที่๑) ในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๙๔(1951) จากการเกยตื้นและถูกข้าศึกล้อมระดมยิงใส่ระหว่างภารกิจยิงสนับสนุนชายฝั่งในพายุหิมะ จนต้องมีคำสั่งสละเรือใหญ่และให้เรือพิฆาตสหรัฐฯยิงทำลายเรือทิ้งเพื่อไม่ให้ตกในมือข้าศึก
ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๒) และ ร.ล.ประแส(ลำที่๒) นั้นได้ประจำการมาจนปลดประจำการวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๓(2000) ปัจจุบัน ร.ล.ท่าจีน นำไปจัดแสดงเป็นเรือพิพิธภัณฑ์ที่โรงเรียนเตรียมทหาร และ ร.ล.ประแส ที่ปากน้ำประแส จังหวัดระยอง

โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงระยะที่๒ กองทัพเรือมีแผนที่จะดำเนินการสร้างในไทยโดยกรมอู่ทหารเรือที่ได้รับการถ่ายทอด Technology และการปรับปรุงอู่ราชนาวีมหิดลอดุยเดช จากบริษัท DSME เกาหลีใต้
ซึ่งอยู่ในระหว่างการวางแผนการปรับปรุงอู่ต่อเรือโดยการจัดหาและติดตั้งเครื่องมือก่อสร้างใหม่ เช่น เครนที่รับน้ำหนักชิ้นส่วนได้มากขึ้น รวมถึงการเตรียมขออนุมัติงบประมาณก่อสร้างถ้ามีโอกาสอำนวย
ส่วนตัวคิดว่าคงน่าจะได้รับพระราชทานนามชื่อเรือว่า 'เรือหลวงแม่กลอง' เป็น ร.ล.แม่กลอง ลำที่๒ คู่กับ ร.ล.ท่าจีนลำใหม่ หรือชื่อเรือ 'เรือหลวงประแส' เพื่อเป็นเกียรติกับ ร.ล.ประแส(ลำที่๑) ที่สูญเสียไปในสงครามเกาหลีครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

โครงการรถถังหลัก Altay ตุรกีประสบปัญหาเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีเครื่องยนต์

Turkey's Altay MBT project hit by engine technology transfer issues
Tümosan has cancelled a contract with AVL List to help develop a local engine for Turkey's Altay MBT, after the imposition of technology transfer restrictions by Austria. Source: Otokar
http://www.janes.com/article/67104/turkey-s-altay-mbt-project-hit-by-engine-technology-transfer-issues

แผนการสร้างรถถังหลัก Altay ของตุรกีประสบปัญหาติดขัดหลังจากที่บริษัท Tümosan ตุรกีซึ่งมีแผนจะเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์ยกเลิกสัญญาการสนับสนุนทางเทคนิคหลักกับบริษัท AVL List GmbH ออสเตรีย
การยกเลิกสัญญานี้มีตามมาจากการที่รัฐสภาออสเตรียมีมติเป็นเอกฉันท์รับรองการเคลื่อนไหวที่ไม่มีผลผูกพันในการกำหนดการห้ามส่งออกอาวุธให้ตุรกีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2016 จึงเป็นเงื่อนไขในการะงับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ตุรกี
โดยออสเตรียได้ดำเนินการมาตรการดังกล่าวเพื่อตอบโต้ความรุนแรงในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มสูงขึ้นของรัฐบาลพลเรือนตุรกีที่นำโดยประธานาธิบดีตุรกี Recep Tayyip Erdogan หลังความล้มเหลวในความพยายามจะก่อรัฐประหารโดยทหารส่วนหนึ่งในกองทัพตุรกีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2016

Tümosan ได้รับงานจากสำนักงานปลัดกระทรวงเพื่ออุตสาหกรรมกลาโหม(Undersecretariat for Defense Industries: SSM) ในการพัฒนาเครื่องยนต์ที่สร้างภายในประเทศสำหรับรถถังหลัก Altay
Tümosan ได้ทำสัญญาจัดซื้อกับ AVL List ออสเตรียในปี 2015 เพื่อจัดหาการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสนับสนุนการพัฒนาและบูรณาระบบเครื่องยนต์สำหรับรถถังหลัก Altay
เนื่องจากเงื่อนไขการลงโทษในห้ามการถ่ายทอดเทคโนโลยี Tümosan จึงยกเลิกสัญญากับ AVL List เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา

"เนื่องจากการยอมรับโดยรัฐบาลออสเตรีย(ของมาตรการ)เพื่อยืนยันในการส่งออกสิทธิบัตรที่มีเงื่อนไขว่าถูกแทรกแซงจากการเมืองภายในของตุรกี...สัญญาตามที่มีการบันทึกไว้และการรับประกันรายได้ที่ได้รับจากบริษัทจะถูกยกเลิก
มันเป็นที่เข้าใจได้ว่านี้จะเป็นอุปสรรคร้ายแรงที่(บริษัท)จะเผชิญหน้าในการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับส่วนประกอบย่อยที่สำคัญจากการถูกลงโทษคว่ำบาตรต่อตุรกีเมื่อเร็วๆนี้โดยเฉพาะจากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป"
Tümosan แถลงในเอกสารที่มีการเผยแพร่โดยส่วนการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนของตุรกี(Public Disclosure Platform: KAP) เมื่อวันที่ 17 มกราคม แถลงการดังกล่าวยังเสริมด้วยว่า "Tümosan จะเดินหน้าเป็นผู้จัดส่งในการพัฒนาเครื่องยนต์ในประเทศให้ได้มากที่สุด" ครับ

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560

Sig Sauer P320 เป็นผู้ชนะในโครงการจัดหาปืนพกใหม่ XM17 ของกองทัพบกสหรัฐฯ

For U.S. Army variant of Sig Sauer P320 9mm semi-automatic pistol will replace M9 Beretta
Sig Sauer P320 semi-automatic pistol 9x19 Parabellum caliber.

Sgt. Spencer Jimick, a squad leader with Special Purpose Marine Air-Ground Task Force Crisis Response-Africa aims his M9 Beretta at a target during a live-fire range near Naval Air Station Sigonella, Italy, Sept. 10, 2016.
http://armyrecognition.com/january_2017_global_defense_security_army_news_industry/for_u.s._army_variant_of_sig_sauer_p320_9mm_semi-automatic_pistol_will_replace_m9_beretta_12001171.html

บริษัท Sig Sauer Inc. สวิสเซอร์แลนด์-เยอรมนีสาขาสหรัฐฯซึ่งมีที่ตั้งใน Newington มลรัฐ New Hampshire ได้รับสัญญาจัดหาวงเงิน $580,217,000 สำหรับโครงการจัดหาปืนพก XM17 Modular Handgun System
โดยรวมในส่วนการจัดหาปืนพก, อุปกรณ์ประกอบ และกระสุนที่มีพื้นฐานจากปืนพก Sig Sauer P320 ขนาด 9x19mm Parabellum ส่งมอบให้กองทัพบกสหรัฐฯเพื่อทดแทนปืนพก Beretta M9 อิตาลี
ซึ่งกองทัพบกสหรัฐฯได้ประกาศว่า Sig Sauer เป็นผู้ชนะในโครงการจัดหาปืนพก XM17 MHS เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้กองทัพสหรัฐฯก็มีปืนพกของ Sig Sauer ใช้งานในหน่วยปฏิบัติบัติการพิเศษบ้าง เช่น Sig Sauer M11(P228) 9mm

โครงการจัดหาปืนพก XM17 มีการออกร่างเอกสารขอข้อเสนอในเดือนมิถุนายน 2015 เพื่อการจัดหาปืนพกที่มีประสิทธิภาพและอำนาจการสังหารมากกว่าปืนพกที่กองทัพบกสหรัฐฯมีประจำการในปัจจุบัน
ตามแผนกองทัพบกสหรัฐฯต้องการจัดหาปืนพกใหม่ 280,000กระบอกจากผู้จัดจำหน่ายรายเดียว โดยมีกำหนดการทดสอบการทำงานและการใช้งานภาคสนามในปี 2017 และจะเปิดสายการผลิตเต็มอัตราได้ในปี 2018
กองทัพบกสหรัฐฯยังมีแผนจัดซื้อปืนพกรุ่น Compact ในตระกูลเดียวกับปืนที่ชนะโครงการอีก 7,000กระบอก โดยในส่วนเหล่าทัพอื่นที่เข้าร่วมโครงการ XM17 เช่นนาวิกโยธินสหรัฐฯอาจจะจัดหาปืนพกเพิ่มเติมอีก 212,000กระบอก

Sig Sauer สามารถเอาชนะผู้แข่งขันในโครงการรายอื่นทั้ง Glock ออสเตรียสาขาสหรัฐฯ, FN Herstal เบลเยี่ยมสาขาสหรัฐฯ และ Barreta อิตาลีสาขาสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านั้น Smith & Wesson สหรัฐฯ และหุ้นส่วน General Dynamics Ordnance Tactical Systems(GDOTS) สหรัฐฯ ถูกคัดออกไปก่อนแล้ว
โดยปืนพก XM17 นั้นจะถูกนำเข้าประจำการทดแทนปืนพก M9 ซึ่งมีพื้นฐานจากปืนพก Barreta 92FS ที่เข้าประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯมาตั้งแต่ปี 1985 เป็นเวลากว่า 30ปี  ทดแทนปืนพก M1911A1 .45ACP และปืนลูกโม่ Smith & Wesson .38 ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามโลก
ปืนพก Sig Sauer P320 เป็นปืนพกที่ออกแบบมาเป็นรูปแบบ Modular และปรับแต่งได้ มีด้ามจับที่เปลี่ยนขนาดให้เหมาะกับมือผู้ใช้ได้ มีขนาดกระสุนให้เลือกหลายชนิดทั้ง 9mm, .357SIG และ .40SGW เป็นต้น ครับ

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

อินโดนีเซียอนุมัติการจัดหาเครื่องบินลำเลียง Airbus A400M จำนวน 5เครื่อง

Indonesia approves acquisition of five Airbus A400Ms for USD2 billion
Indonesia has approved the acquisition of five A400M aircraft for the country's air force. Source: Airbus
http://www.janes.com/article/67064/indonesia-approves-acquisition-of-five-airbus-a400ms-for-usd2-billion

แหล่งข่าวในรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงอินโดนีเซียได้ยืนยันข้อมูลกับ Jane's เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาว่า
รัฐบาลอินโดนีเซียได้อนุมัติการจัดหาเครื่องบินลำเลียงหนักเอนกประสงค์แบบ Airbus A400M Atlas จำนวน 5เครื่องวงเงิน $2 billion ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับปรุงกำลังการขนส่งทางอากาศของกองทัพอินโดนีเซีย

โดย A400M 5เครื่องจะถูกสร้างในรูปแบบเครื่องบินลำเลียงและใช้งานทางธุรการซึ่งจะนำเข้าประจำการในฝูงบิน31 และฝูงบิน32 ของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara)
โครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียง A400M นี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการกลาโหม, ข่าวกรอง และการต่างประเทศ(Komisi I) ของสภาผู้แทนราษฏรอินโดนีเซียตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2017
ซึ่งการอนุมัติการจัดหานี้มีเงื่อนไขหนึ่งคือ บ.ลำเลียง A400M 3เครื่องสุดท้ายจะดำเนินการประกอบสร้างในขั้นสุดท้ายที่โรงงานอากาศยาน PT Dirgantara ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านอุตสากรรมอากาศยานของอินโดนีเซียใน Bandung ด้วย
ทาง Jane's เข้าใจว่าข้อกำหนดในสัญญาจะอนุญาตให้วิศวกรอินโดนีเซียทำการศึกษาและสังเกตการประกอบหลายๆชิ้นส่วนหลักของอากาศยาน รวมถึงปีกและโครงลำตัวเครื่องสำหรับ A400M 2เครื่องแรกที่ดำเนินการสร้างที่โรงงานอากาศยานของ Airbus ใน Seville สเปน

รัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย Ryamizard Ryacudu ได้เปิดเผยครั้งแรกเมื่อกลางปี 2016 ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนพิจารณาจัดหาเครื่องบินลำเลียงหนัก A400M เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการลำเลียงและขนส่งทางอากาศของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าจำนวนเท่าไร
ซึ่งปัจจุบันนอกจากเครื่องบินลำเลียงขนาดเบาและขนาดกลาง เช่น C-212, CN-235 และ C-295 ซึ่งจัดหาจากบริษัท Airbus(ตั้งแต่สมัยบริษัท CASA สเปน) เดิมที่มีสิทธิบัตรการผลิตและซ่อมบำรุงโดย PT Dirgantara อินโดนีเซียแล้ว
กองทัพอากาศอินโดนีเซียยังมีเครื่องบินลำเลียงหนักแบบ Lockheed C-130H 13เครื่อง และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ L-100-30 4เครื่องจากสหรัฐฯ ซึ่งมีอายุการใช้งานมานานและเคยเกิดอุบัติเหตุตกจนสูญเสียไปแล้ว 4เครื่อง
ทั้งนี้อินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่สองในกลุ่ม ASEAN ที่จัดหา A400M เข้าประจำการต่อจากกองทัพอากาศมาเลเซียที่ได้จัดหา A400M แล้ว 4เครื่อง

ตามข้อมูลของ Airbus เครื่องลำเลียงหนักสี่เครื่องยนต์ใบพัด A400M สามารถบรรทุกได้หนักสุด 37tons มีพื้นที่บรรทุกปริมาตร 340m3ในภารกิจส่งกำลังบำรุง ลำเลียงทหารหรือพลร่มพร้อมเครื่องสนามเต็มอัตราได้ 116นายในที่นั่งสี่แถวในภารกิจลำเลียงทางทหาร
เมื่อบรรทุกเต็มอัตรา A400M มีพิสัยทำการ 1,780nmi และเมื่อบรรทุกสัมภาระหนัก 25tons เครื่องสามารถบินขึ้นและลงจอดจากทางวิ่งที่จำกัดความยาวเพียง 750m ได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560

กองทัพเรือไทยจะปลดประจำการเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ปราบปรปักษ์ และชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ ในอีกสิบปีข้างหน้า

Thai Navy to retire Ratcharit-, Prabparapak-class missile boats over next 10 years
The Royal Thai Navy will retire its entire fleet of missile-capable patrol boats by 2026
http://www.janes.com/article/67028/thai-navy-to-retire-ratcharit-prabparapak-class-missile-boats-over-next-10-years

FAC-313 HTMS Soo Pirin, Prabbrorapak-class fast attack craft missile boat converted to fast attack craft gun boat

FAC-322 HTMS Vitiyakom, Ratcharit-class fast attack craft missile boat firing Exocet

ส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของกองทัพเรือไทยเพื่อรองรับความท้าทายในการรักษาความมั่นคงทางทะเลในอนาคต กองทัพเรือไทยมีแผนที่จะดำเนินการปลดประจำการเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีที่มีในปัจจุบันลงทั้งหมดในอีก ๑๐ปีข้างหน้า
ทั้งเรือเร็วโจมตีชุด ร.ล.ปราบปรปักษ์ ทั้ง ๓ลำคือ ร.ล.ปราบปรปักษ์ 311, ร.ล.หาญหักศัตรู 312 และ ร.ล.สู้ไพรินทร์ 313 กับชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ คือ ร.ล.ราชฤทธิ์ 321, ร.ล.วิทยาคม 322 และ ร.ล.อุดมเดช 323 ทั้งหมดมีแผนจะปลดประจำการภายในปี พ.ศ.๒๕๖๙(2026)

นาวาเอก ประวุฒิ รอดมณี เสนาธิการ กองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ ได้มีการนำเสนอในงาน UDT Asia 2017 ที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคมที่ผ่านมาว่า
เรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ปราบปรปักษ์ ๓ลำที่เข้าประจำการมาในช่วงปี พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๐(1976-1977) ที่สร้างโดยอู่เรือ Singapore Technologies Marine สิงค์โปร์ ที่เดิมทีติดตั้งอาวุธปล่อยนำนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ Gabriel อิสราเอล ๕นัด แต่เมื่ออาวุธปล่อยนำวิถี Gabriel หมดอายุการใช้งานก็ถอดแท่นยิงออกปรับเป็นเรือเร็วโจมตีปืน
และเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ ๓ลำที่เข้าประจำการมาในช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๒-๒๕๒๓(1979-1980) ที่สร้างโดยอู่เรือ Cantiere Navale Breda อิตาลี ที่ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Exocet MM38 ฝรั่งเศส ๔นัด
นั้นมีขีดความสามารถและสมรรถนะที่ด้อยเกินไปสำหรับการรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงทางทะเลรูปแบบอสมาตรที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น การก่อการร้ายทางทะเล และการกระทำอันเป็นโจรสลัด

ดังนั้นกองทัพเรือไทยจึงมีแผนที่จะปลดประจำการเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีที่มีทั้งหมด ๖ลำลงภายในปี พ.ศ.๒๕๖๙(2026) โดยจะจัดหาเรือทดแทนที่มีขนาดใหญ่กว่า
เช่น เรือฟริเกต และเรืออู่ยกพลขึ้นบก(LPD: Landing Platform Dock) ทั้งที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดหาและมีแผนจะจัดหาในอนาคตอีกหลายปีข้างหน้าต่อไปครับ

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

ไทยและรัสเซียเดินหน้าความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงร่วมกัน และกองทัพเรือไทยวางแผนจะมีเรือดำน้ำครบ ๓ลำในปี พ.ศ.๒๕๖๙

Thailand and Russia move towards joint industry programme
Thailand is looking to procure the Mil Mi-17V-5 to replace its Boeing CH-47D Chinook fleet. Source: Russian Helicopters
http://www.janes.com/article/66994/thailand-and-russia-move-towards-joint-industry-programme

Mi-17V5 41st Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center, Royal Thai Army
https://www.facebook.com/GeneralSupportAviationBattalion

ไทยและรัสเซียใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมความมั่งคง โดยมีพื้นฐานจากการคาดว่ากองทัพบกไทยจะสั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๗ Mil Mi-17V5 จากรัสเซียเพิ่ม
เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจากรัฐบาลรัสเซียและกองทัพไทยได้เข้าพบกันที่กรุงเทพฯเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคมที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการกระชับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงร่วมกันของทั้งสองประเทศ
ซึ่งนำโดย พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ Kirill Barsky เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย

แถลงการณ์กล่าวถึงส่วนที่จะนำผลให้ทั้งสองประเทศในการเพิ่มความแข็งแกร่งด้านความร่วมมือทางเทคนิคทางทหารตลอดจนความร่วมมือในส่วนรัฐบาลต่อรัฐบาลมากขึ้น
Jane's เข้าใจว่าข้อตกลงหนึ่งที่บรรลุผลแล้วคือการที่รัสเซียจะให้ไทยมีสถานะเป็นหุ้นส่วนในการจัดตั้งโรงงานผลิตและซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกัน
ซึ่งนี่น่าจะหมายถึงการวางตำแหน่งเพื่อสนับสนุน ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 และความเป็นไปได้ของระบบยุทโธปกรณ์รัสเซียอื่นๆในไทย ทั้งยังเป็นไปได้ที่โรงงานซ่อมบำรุงในไทยนี้จะดำเนินการสนับสนุนผู้ใช้ ฮ.Mi-17V5 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายอื่นๆด้วย

กองทัพบกไทยต้องการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ Mi-17V5 เพิ่มเติมอย่างน้อย ๑๒เครื่อง เพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก ฮ.ล.๔๗ Boeing CH-47D ที่มีอายุการใช้งานมานาน
โดยปัจจุบันกองทัพบกไทยได้จัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 แล้วรวม ๕เครื่อง โดยสั่งจัดหาชุดแรก ๓เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๕๑(2008) และชุดที่สอง ๒เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) เข้าประจำการใน กองพันบินที่๔๑ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก
Jane's เข้าใจว่ากองทัพบกได้ออกเอกสารขอข้อเสนอสำหรับการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) แล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่างบประมาณจัดหาได้รับการอนุมัติหรือยังซึ่งน่าจะมีตามมาภายหลังสำหรับการจัดหา ฮ.ใหม่หลายระยะชุดละ ๓-๔เครื่องครับ

Thailand aims to operate fleet of three submarines by 2026
http://www.janes.com/article/66998/thailand-aims-to-operate-fleet-of-three-submarines-by-2026

Chinese Conventional Submarine model at Royal Thai Navy Ship Tech.III 2016 (My Own Photo)

กองทัพเรือไทยได้ระบุกรอบความต้องการการปฏิบัติการสำหรับแผนการจัดหาเรือดำน้ำ ๓ลำให้พร้อมปฏิบัติการภายในปี พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนส่งการขอข้อเสนออนุมัติให้รัฐบาลไทยแล้ว
เรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดย นาวาเอก ประวุฒิ รอดมณี เสนาธิการ กองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ ระหว่างการนำเสนอในงาน UDT Asia 2017 ที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 17 มกราคม
น.อ.ประวุฒิ ได้บรรยายสุรปถึงแผนของกองทัพเรือไทยในอนาคตรวมถึงข้อมูลล่าสุดของแผนการจัดตั้งกำลังกองเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพเรือไทย

กองทัพเรือไทยได้เลือกจัดหาเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าแบบ S26T(Thailand) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกที่มีพื้นฐานมาจากเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Type 039A/B (NATO กำหนดรหัสชั้น Yuan) ที่ประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน
กองทัพเรือไทยมีแผนต้องการจะจัดหาเรือดำน้ำ S26T จำนวน ๓ลำวงเงิน ๓๖,๐๐๐ล้านบาท แต่ได้มีการวางแผนแบ่งการจัดหาใหม่เป็นขั้นต้นระยะที่๑ จำนวน ๑ลำ วงเงิน ๑๓,๕๐๐ล้านบาท
โดยจะดำเนินการทยอยจัดหาจนกว่าจะครบในแผนงบประมาณผูกพันต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ๑๑ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๐(2017) นี้ ซึ่งจะมีการเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีการอนุมัติงบประมาณภายในปีนี้ครับ

Leonardo จะพัฒนาเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ทดแทน A129 Mangusta และจะสร้างเครื่องบินฝึกไอพ่น M345 HET ให้กองทัพอิตาลี

Leonardo to develop Mangusta replacement for Italy
The Italian Army is looking to replace its Mangusta helicopters that have been in service since 1990 with a new type to be developed by Leonardo under the NEES programme. Source: Italian Army
http://www.janes.com/article/66970/leonardo-to-develop-mangusta-replacement-for-italy

บริษัท Leonardo อิตาลีได้ประกาศข่าวเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมาว่าบริษัทได้รับสัญญาในการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์แบบใหม่เพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์โจมตีลาดตระเวนติดอาวุธ A129 Mangusta
เป็นสัญญาผูกผันหลายปีเพื่อการศึกษา, การพัฒนา, การเข้าสู่กระบวนการอุตสาหกรรม, การผลิต และการทดสอบเครื่องต้นแบบและเครื่องในสายการผลิตขั้นต้นภายใต้โครงการ 'เฮลิคอปเตอร์สำรวจและคุ้มกันใหม่' (NEES: New Exploration and Escort Helicopter) สำหรับกองทัพบกอิตาลี(EI: Esercito Italiano)

ตามข้อมูลของ Leonardo กองทัพบกอิตาลีต้องการเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ 48เครื่องเพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์โจมตี A129 Mangusta ที่มีประจำการในปัจจุบันซึ่งมีแผนจะปลดประจำการภายในปี 2025
ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮ.ใหม่ หรือโครงการพัฒนาออกมาจากบริษัทในการประกาศ ยกเว้นแต่ที่กล่าวว่ามันจะสร้าง "ผลิตภัณฑ์ที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการมากยิ่งขึ้น ด้วยสมรรถนะที่มากกว่าและมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่ำกว่า เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะเกิดขึ้นต่อสถานการณ์ที่มีพัฒนาไปในอีก 30ปีข้างหน้า"

กองทัพบกอิตาลีได้รับมอบ ฮ.โจมตี A129 Mangusta จำนวน 66เครื่อง(กำหนดแบบเป็น EA-1 ในกองทัพอิตาลี) เข้าประจำการระหว่างปี 1990-2004 ซึ่งปัจจุบันยังคงประจำการอยู่ 49เครื่อง
Mangusta เป็น ฮ.โจมตีสองที่นั่งเรียงกันซึ่งได้รับการปรับปรุงมาหลายครั้งตั้งแต่เข้าประจำการมา ซึ่งกองทัพบกอิตาลีได้ส่งเข้าร่วมปฏิบัติมาแล้วหลายสมรภูมิเช่นในอัฟกานิสถาน โดยการปลดประจำการ ฮ.โจมตี Mangusta ในปี 2025 นับเป็นระยะเวลาประจำการนาน 35ปีครับ

Italian Air Force signs for M-345 trainer aircraft
Seen at the Paris Air Show in 2013, the M-345 has been enhanced with the HET-variant that is billed as being a low-cost trainer and operational platform. Italy has signed for the first five of an expected 45-aircraft order. (IHS/Patrick Allen)
http://www.janes.com/article/66975/italian-air-force-signs-for-m-345-trainer-aircraft

วันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมาเช่นกัน กองทัพอากาศอิตาลี(AMI: Aeronautica Militare Italiana) ได้ลงนามสัญญากับบริษัท Leonardo ในการจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่น Alenia Aermacchi M-345 High Efficiency Trainer aircraft(HET) ขั้นต้น 5เครื่องจากจำนวนที่ต้องการจัดหา 45เครื่อง
สัญญาจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่น M-345(กำหนดแบบเป็น T-345 ในกองทัพอิตาลี) จะถูกนำมาทดแทนเครื่องบินฝึกไอพ่น MB-339 จำนวน 137เครื่องที่ประจำการในกองทัพอากาศอิตาลีขณะที่มีเครื่องบินฝึกไอพ่น M-346 อยู่แล้ว 18เครื่อง การส่งมอบ M-345 ชุดแรก 5เครื่องจะมีขึ้นในปี 2019

ข่าวสัญญาจัดหานี้มีขึ้นหลังการขึ้นทำการบินครั้งแรกของเครื่องบินฝึกไอพ่น M-345 HET เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2016 จากที่ได้มีการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2013
M-345 HET มีพื้นฐานพัฒนามาจากเครื่องบินฝึกไอพ่น M-345 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเรียกแบบของเครื่องบินฝึกไอพ่น Aermacchi M-311 เดิม(ซึ่งพัฒนาจากเครื่องบินฝึกไอพ่น Aermacchi S-211)

M-345 HET ถูกออกแบบให้รอบรับการฝึกนักบินขั้นประถมถึงขั้นมัธยมโดยลดค่าใช้จ่ายลง รวมถึงมีขีดความสามารถนำไปใช้ในปฏิบัติการ(รบ)ได้ด้วย
นอกจากอิตาลีแล้ว M-345 HET ยังได้รับความสนใจจากชิลีซึ่งได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจแล้ว อย่างไรก็ตามการเสนอเครื่องให้ฝรั่งเศสยังไม่ไดเกิดขึ้นตอนนี้ครับ

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

หน่วยรบพิเศษเยอรมนีมองหาปืนเล็กยาวจู่โจมใหม่ และ Rheinmetall-Steyr Mannlicher เปิดตัวปืนเล็กยาวจู่โจม RS556

Germany seeks new special forces assault rifle
Germany's special forces are looking to buy a replacement for their current G36. Source: Bundeswehr
http://www.janes.com/article/66924/germany-seeks-new-special-forces-assault-rifle

หน่วยรบพิเศษกองทัพเยอรมนีกำลังมองหาปืนเล็กยาวจู่โจมใหม่ตามที่สำนักงานจัดซื้อจัดจ้างกลาโหมเยอรมนี(BAAINBw) ได้ออกเอกสารการประกวดราคาสำหรับการจัดซื้อ
โดยตามเอกสารการประกวดราคาของ BAAINBw กองทัพเยอรมนีสนใจจะจัดหาปืนเล็กยาวใหม่จำนวนรวม 1,750กระบอก
ปืนเล็กยาวใหม่นี้คาดว่าจะถูกนำมาทดแทนปืนเล็กยาว G36 ที่ปัจจุบันถูกใช้โดยหน่วยรบพิเศษ KSK(Kommando Spezialkräfte) กองทัพบกเยอรมนี(Heer) และหน่วยรบพิเศษ KSM(Kommando Spezialkräfte Marine) กองทัพเรือเยอรมนี(Marine)
เส้นตายการยื่นข้อเสนอมีกำหนดในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ โดยการจัดส่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 10 กันยายน และเสร็จสิ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2019 วงเงินสัญญาคาดว่าจะอยู่ที่ 11 million Euros($11.6 million)

ตามความต้องการคุณสมบัติของปืนเล็กยาวในอนาคตของหน่วยรบพิเศษเยอรมนีในเอกสารประกวดราคา จะต้องเป็นปืนระบบการทำการด้วยแก๊ซ ใช้กระสุนขนาด 5.56x45mm NATO สามารถทำการยิงที่ละนัดและอัตโนมัติได้
ปืนจะต้องมีรางติดอุปกรณ์เสริมมาตรฐาน STANAG 4694 NATO Accessory Rail(NAR) ที่ด้านบนโครงปืน โดยตำแหน่งของราง NAR อื่นอยู่ที่ปลอกกรองมือ และติดท่อเก็บเสียงได้
ความยาวตัวปืนโดยไม่มีท่อเก็บเสียงอยู่ที่น้อยกว่า 900mm น้ำหนักปืนไม่เกิน 3.8kg(โดยไม่มีซองกระสุน, กระสุน และกล้องเล็ง) อายุการใช้งานลำกล้องอยู่ที่อย่างน้อย 10,000นัด อายุการใช้งานโครงปืนอยู่ที่ 30,000นัดหรือมากกว่า
ปืนจะต้องสามารถทำการควบคุมได้ทั้งผู้ใช้ที่ถนัดมือซ้ายและมือขวา สัญญาจัดหายังรวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ชี้เป้า Laser, ไฟฉาย และการนำพา
ปืนเล็กยาว 1,750กระบอกนั้นรวมปืน 5แบบแบละกระบอกที่จะถูกคัดเลือกในการทดสอบแข่งขัน(ส่งมอบก่อนลงนามสัญญา), 40กระบอกสำหรับการทดสอบการรับรองคุณภาพและตรวจสอบความเข้ากันได้กับกล้องเล็ง และ 1,705กระบอกในสายการผลิตส่งมอบครับ

Rheinmetall and Steyr Mannlicher unveil RS556 assault rifle
The rifle will be offered in a variety of barrel lengths, with the standard issue featuring a 406 mm barrel. (Steyr Mannlicher)
http://www.janes.com/article/66709/rheinmetall-and-steyr-mannlicher-unveil-rs556-assault-rifle

บริษัท Rheinmetall เยอรมนี และบริษัท Steyr Mannlicher ออสเตรียได้รวมเป็นหุ้นส่วนกันในการนำเสนอปืนเล็กยาวจู่โจม RS556 ขนาด 5.56x45mm แก่กองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) เพื่อทดแทนปืนเล็กยาว G36 ในฐานะปืนเล็กยาวประจำกายมาตรฐาน
RS556(ย่อมาจาก Rheinmetall Steyr 5.56mm calibre) มีพื้นฐานปืนเล็กยาวตระกูล AR-15 โดยเป็นรุ่นหนึ่งของปืนเล็กยาว Steyr STM556 ที่เปิดตัวในปี 2012 และเข้าสู่สายการผลิตตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2016

ปืนเล็กยาว RS556 ใช้ระยยลูกสูบแก๊ซช่วงชักสั้นต่อตรงกับกับแหนบรับแรงถอยส่งแรงไปชุดลูกเลื่อนด้านท้ายและปิดขัดกลอนลูกเลื่อนหมุนตัว โครงปืนส่วนล่างและส่วนบนทำจาก Aluminium เสริมความแข็งแรงด้วยโครงนำลูกเลื่อนเหล็กกล้าเพื่อป้องกันลูกเลื่อนเอียง
คันปรับบังคับการยิง, ปุ่มปลดซองกระสุน และปุ่มปลดลูกเลื่อนอยู่ข้างเดียวกันทั้งสองด้านของปืนเพื่อให้ใช้ได้ทั้งทั้งผู้ถนัดซ้ายและถนัดขวา RS556 ยังติดพานท้ายแบบ Polymer แบบปรับยืดหดได้ 7ระดับด้วย
ใช้ลำกล้องแบบเปลี่ยนได้เร็วหล่อจากโลหะทุบเย็นชุบ Chrome ซึ่งผู้ยิงสามารถเปลี่ยนลำล้องได้อย่างรวดเร็วในไม่กี่วินาทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ ซึ่งมีพื้นฐานออกแบบจากปืนเล็กยาว Bullpup แบบ Steyr AUG
ลำกล้องและส่วนที่โลหะปืนเคลือบ Mannox coated ตำแหน่งปรับแก๊ซสี่ระดับสำหรับการใช้ปกติ, การใช้หนัก, ใช้ท่อเก็บเสียง และปิดแก๊ซ

RS556 ได้เสนอความยาวลำกล้องหลายแบบตั้งแต่ 293mm และ 330mm(อาวุธป้องกันเฉพาะบุคคล), 370mm(ปืนเล็กสั้น), 406mm และ 455mm(ปืนเล็กยาว) และ 505 และ 550mm(ปืนสำหรับนักแม่นปืน) ความยาวลำกล้องอื่นสามารถนำปรับมาใช้ได้
ยังมีแผนการเสนอ RS556 ใขนาดลำกล้องอื่นเช่น 7.62x35mm(.300 BLK), .300 Whisper และ 7.62x39mm และลำกล้อง "Heavy Duty" เพื่อใช้กับกระสุนแกนหนัก
RS556 ยังใช้โครงปืนส่วนบนแบบ Modular ติดราง NAR ในตำแหน่งหน้าถึงท้ายโครงปืน และรางอุปกรณ์เสริมอื่นอยู่ที่ด้านล่างของปลอกกรองมือครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560

เครื่องบินขับไล่ Gripen กองทัพอากาศไทยตกนักบินเสียชีวิต

RTAF Gripen C 70108 at Wing 56 RTAFB Hat Yai Childern's Day 2016 Air Show

Royal Thai Air Force Gripen C  701st Squadron, Wing 7 crash during Childern's Day 2017 Air Show at Wing 56 RTAFB Hat Yai with Pilot kill in action
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1898167720420425


ตามที่ เครื่องบินของกองทัพอากาศ เกิดอุบัติเหตุขณะทำการบินแสดงในงานวันเด็กแห่งชาติ ณ กองบิน ๕๖ จังหวัดสงขลา เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เวลาประมาณ ๐๙.๒๗ น. มีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้

- เครื่องบิน : เครื่องบินแบบขับไล่แบบที่ ๒๐ (Gripen 39C)
- ชื่อนักบิน : นาวาอากาศตรี ดิลกฤทธ์ ปัทวี
- ตำแหน่ง นักบินประจำหมวดบิน ๓ ฝ่ายยุทธการ ฝูงบิน ๗๐๑ กองบิน ๗ (นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ ๔๓ นักเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ ๕๐)

พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในส่วนของการดำเนินการ ได้สั่งการให้คณะกรรมการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุ และหน่วยเกี่ยวข้องเข้าพื้นที่เพื่อสอบสวนหาสาเหตุต่อไป

สำหรับรายละเอียดอื่น ๆ จะแจ้งให้ทราบต่อไป ทั้งนี้ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากกองทัพอากาศเท่านั้น
-------------------------------
พลอากาศตรี พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษกกองทัพอากาศ วันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๔๕ น.
https://th-th.facebook.com/RTAFpage/

ระหว่างการแสดงการบินที่ กองบิน๕๖ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C หมายเลข 70108 ฝูงบิน๗๐๑ เกิดอุบัติเหตุตกขณะทำการบินผ่านสนามบินในการแสดงการบินครั้งสุดท้ายก่อนลงจอด โดยเครื่องตกกระแทกพื้นที่บริเวณหัวทางวิ่งที่๒๖ ฝั่งท่าอากาศยานหาดใหญ่ ทำให้นักบินคือ นาวาอากาศตรี ดิลกฤทธ์ ปัทวี เสียชีวิต
อุบัติเหตุครั้งนี้นับเป็นอุบัติเหตุครั้งแรกของ บ.ข.๒๐ Gripen C/D นับตั้งแต่เข้าประจำการในกองทัพอากาศไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔(2011) และเป็นอุบัติเหตุทางอากาศของกองทัพอากาศไทยครั้งร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในงานแสดงการบินวันเด็กในรอบหลายสิบปีนี้ที่มีเครื่องบินขับไล่ไอพ่นตก

ปัจจุบันถ้าไม่นับอุบัติเหตุของเครื่องต้นแบบทดสอบ กองทัพอากาศประเทศอื่นที่นำเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen เข้าประจำการนั้นต่างก็ประสบอุบัติเหตุมาแล้วหลายครั้งตัวอย่างเช่น
กองทัพอากาศสวีเดน
-วันที่ 20 กันยายน 1999 JAS-39A Gripen หมายเลข 39-156 กองบิน F7 ตกระหว่างการฝึก นักบินดีดตัวออกและได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย
-วันที่ 1 มิถุนายน 2005 JAS-39A Gripen หมายเลข 39-184 กองบิน F17 ตกระหว่างการฝึก นักบินดีดตัวออกและได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย
-วันที่ 19 เมษายน 2007 JAS-39C Gripen หมายเลข 39-259 กองบิน F21 ตกที่สนามบิน Vidsel ทางตอนเหนือของสวีเดน นักบินดีดตัวออกและได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย
กองทัพอากาศฮังการี
-วันที่ 19 พฤษภาคม 2015 Gripen D หมายเลข 42 ไถล่ออกนอกทางวิ่งที่ฐานทัพอากาศ Caslav ในสาธารณรัฐเชค นักบินทั้งสองนายดีดตัวออกปลอดภัย
-10 มิถุนายน 2015 Gripen C หมายเลข 30 ตกกระแทกพื้นขณะลงจอดที่ฐานทัพอากาศ Kecskemet ในฮังการี นักบินดีดตัวออกและได้รับบาดเจ็บ

สำหรับอุบัติเหตุ Gripen C กองทัพอากาศไทยตกในวันที่ ๑๔ มกราคม 2017 นั้นเป็นอุบัติเหตุครั้งแรกของ Gripen ที่มีนักบินเสียชีวิตนับตั้งแต่เข้าประจำการในกองทัพอากาศประเทศต่างๆอย่างเป็นทางการ
ตามข้อมูลทางการของกองทัพอากาศไทยได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวในข้างต้นแล้ว
นอกจากการสูญเสียชีวิตนักบินขับไล่พร้อมซึ่งถือเป็นทรัพยากรอันมีค่าแล้ว การสูญเสียเครื่องจากอุบัติเหตุนี้ทำให้ฝูงบิน ๗๐๑ ซึ่งมีเดิมเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D ประจำการอยู่ ๑๒เครื่อง จะเหลือเครื่องใช้งานอยู่เพียง ๑๑เครื่อง
อีกทั้งเมื่อกองทัพอากาศไทยยังไม่มีโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen เพิ่มเติมในเร็วๆนี้ ก็จะทำให้กำลังรบของกองทัพอากาศไทยถูกลดระดับขีดความสามารถลงไปด้วย

วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๐ พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แถลงข่าวต่อกรณีอุบัติเหตุก่อนพิธีรับศพนักบิน Gripen จากกองบิน๕๖ มากองบิน๖ ดอนเมือง โดยเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๘ C-130H ช่วงเวลาประมาณ ๑๓๐๐ ว่า
ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งการสอบสวนหาสาเหตุของคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือน
โดย Gripen เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ดี นักบินที่การบินก็มีชั่วโมงบินสูงมีประสบการณ์เพียงพอที่จะทำการบิน การแสดงการบินที่เห็นนั้นไม่ใช่การบินผาดเแผลงที่รุนแรงแต่เป็นการบินแบบการบินฝึกปกติ

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สั่งกำชับให้ดูแลสิทธิกำลังพลต่อนักบินที่เสียชีวิตเป็นอย่างดีให้สมเกียรติเนื่องจากเป็นการเสียชีวิตในหน้าที่
นอกจากเงินค่าณาปนกิจสงเคราะห์และการดูแลครอบครัวแล้วจะมีการขอพระราชทานเลื่อนยศนักบินที่เสียชีวิตเป็น พลอากาศโท ดิลกฤทธ์ ปัทวี พร้อมการของพระราชทานเพลิงศพ

ผบ.ทอ.เน้นย้ำว่ากองทัพอากาศจะไม่กลัวการบิน การแสดงการบินไม่ใช้การบินด้วยท่าทางรุนแรง แต่เป็นแสดงภาพให้เด็กเยาวชนเห็นภาพถึงศักยภาพด้านกำลังรบทางอากาศและแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศเสรีมีเอกราชมีกองทัพของตนเอง
การบินผาดแผลงจริงๆจะใช้นักบินที่ฝึกและมาทำการบินโดยเฉพาะ ซึ่งการแสดงการบินของ Gripen ที่เกิดอุบัติเหตุนั้นไม่ใช่การบินผาดแผลงเป็นการแสดงกำลังตามการฝึกบินปกติ แต่จะมีการกำชับให้มีความระมัดระวังในการบินมากขึ้น

ในส่วนที่กระแสการโจมตีกองทัพอากาศเรื่องโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C/D(Peace Suvarnabhumi) นั้น ว่าเรื่องนี้กองทัพอากาศเคยมีการชี้แจงไปก่อนหน้ามานานแล้ว
ในระนาบของเครื่องบินขับไล่ด้วยกัน Gripen เป็นเครื่องที่ดีและไม่ได้มีราคาแพงแต่อย่างใด ราคา Flyaway coat ที่บางสื่อระบุนั้นผิดหมดเป็นการโกหกทั้งสิ้น ประเทศไทยได้ประโยชน์อย่างยิ่งในโครงการจัดหา Gripen ซึ่งทั้งหมดเคยมีการชี้แจงไปแล้ว
สำหรับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen เพิ่มเติมให้ครบหนึ่งฝูง(๑๖-๑๘เครื่อง)นั้น ขึ้นอยู่กับสถานะภาพงบประมาณ ซึ่งตอนนี้ยังคงมีเครื่องใช้งานเพียงพอ และโครงการจัดหานั้นจะทำให้รัฐบาลมีภาระทางด้านงบประมาณครับ

(ในอีกด้านหนึ่งอุบัติเหตุของกองทัพอากาศไทยในครั้งนี้เราก็เหตุความเลวร้ายของสื่อมวลชนบางรายและสื่อสังคม Online ทั้ง Facebook Youtube Twitter และอื่นๆ
ที่ส่งข้อความ ภาพนิ่ง และภาพวิดิทัศน์แสดงความเห็นโจมตีใส่ร้ายนักบินไทยที่เสียชีวิตและกองทัพอากาศไทยอย่างไร้จรรยาบรรณ ไม่มีเหตุผล และขาดความเคารพให้เกียรติในฐานะที่มนุษย์พึ่งมีด้วย
วันเด็กปีนี้เราได้เห็นอะไรบ้างอย่างที่ก่อตัวในสังคมไทยมาได้สักระยะแล้วและกำลังถูกส่งต่อให้เยาวชนอนาคตของชาตินั่นคือ 'ความเกลียดชังและหวาดกลัว' ที่มีต่ออาชีพทหาร-ตำรวจครับ)

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

นาวิกโยธินจีนอาจนำรถหุ้มเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกติดปืนใหญ่รถถัง ZTL-11 เข้าประจำการแล้ว

PLA possibly equipping marine corps with ZTL-11 amphibious assault vehicle
Posted on 11 January this image shows a NORINCO ZTL-11 amphibious assault vehicle painted in PLA Marine Corps camouflage. Source: Via Weibo
http://www.janes.com/article/66923/pla-possibly-equipping-marine-corps-with-ztl-11-amphibious-assault-vehicle

ภาพที่เผยแพร่ใน Online Forums จีนเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้นทำให้เกิดการตั้งข้องสังเกตว่า นาวิกโยธินกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAMC: People's Liberation Army Marine Corps) อาจจะนำรถหุ้มเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกติดปืนใหญ่รถถังแบบ NORINCO ZTL-11 เข้าประจำการแล้ว
ภาพที่เผยแพร่ใน Weibo สื่อสังคม Online จีนเมื่อวันที่ 11 มกราคมนั้นเป็นภาพรถหุ้มเกราะล้อยางซึ่งปัจจุบันประจำการในหน่วยยานเกราะเบาของกองทัพบกปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAGF: People's Liberation Army Ground Forces) ที่ทำสีลายพรางของนาวิกโยธินจีนวิ่งบนถนนซึ่งถูกระบุว่าเป็นที่เกาะ Hainan ของจีน

ตามอัตราจัดกำลังปัจจุบันกองพลน้อยนาวิกโยธิน 2กองพลของจีนนั้นมีสายการบังคับบัญชาขึ้นตรงกับกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy)
ซึ่งนาวิกโยธินจีนมีรถหุ้มเกราะสายพานสะเทินน้ำสะเทินบกประจำการอยู่สำหรับภารกิจยึดหัวหาดในปฏิบัติการยกพลขึ้นบกอย่างเช่นรถรบทหาราบสายพานสะเทินน้ำสะเทินบก ZBD-05 และรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก ZTD-05
ดังนั้นภาพถ่ายที่ถูกเผยแพร่ออกมาล่าสุดนี้จึงเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่านาวิกโยธินจีนได้รับมอบรถหุ้มเกราะล้อยางจู่โจม ZTL-11 เข้าประจำการแล้ว

รถหุ้มเกราะล้อยางติดปืนใหญ่รถถัง ZTL-11 ถูกพบครั้งแรกในปี 2012 โดยมีพื้นฐานจากรถหุ้มเกราะล้อยาง 8x8 แบบ ZBL-08(หรือที่รู้จักอีกชื่อว่า ZBL-09)
แต่ ZTL-11 ย้ายตำแหน่งที่ตั้งห้องเครื่องยนต์ไปด้านท้ายของรถเพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้สูงขึ้น(ตัดขีดความสามารถในการบรรทุกกำลังพล) โดยติดตั้งป้อมปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm ครับ

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560

กองทัพเรือไทยพิสูจน์ประสิทธิภาพเฮลิคอปเตอร์ H145M ในภารกิจบรรเทาสาธารณภัยที่ภาคใต้

RTN proves out new H145M helicopters in actual HADR missions over southern Thailand
















HTMS Angthong, which has been conducting flood relief missions in southern Thailand since 9 January 2017 with two embarked H145M helicopters. Source: Royal Thai Navy
http://www.janes.com/article/66882/rtn-proves-out-new-h145m-helicopters-in-actual-hadr-missions-over-southern-thailand
https://th-th.facebook.com/prthainavy

กองทัพเรือไทยได้วางกำลังเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง ฮ.ลล.๖ Airbus Helicopters H145M ๒เครื่องบนเรืออู่ยกพลขึ้นบก(LPD: Landing Platform Dock) ร.ล.อ่างทอง(ลำที่๓) (LPD-791 HTMS Angthong)
เข้าร่วมภารกิจ หมู่เรือเฉพาะกิจบรรเทาสาธารณภัยทางทะเล กองทัพเรือ เพื่อทำภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ของไทย
ร.ล.อ่างทองได้เดินทางถึงนอกชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ ๙ มกราคม และเริ่มทำภารกิจช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งการส่งกลับทางสายแพทย์ และการขนส่งอาหารและยารักษาโรค

กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือไทย ได้ยืนยันว่าเมื่อวันที่ 12 มกราคมว่า นี่เป็นครั้งแรกของ ฮ.H145M ที่ถูกวางกำลังในปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ(HADR: Humanitarian Aid and Disaster Relief) จริง
"เฮลิคอปเตอร์นี้ช่วยเพิ่มความเร็วของเราและยังทำให้เราสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ถูกตัดขาดจากน้ำท่วมและถนนที่พังได้" กองประชาสัมพันธ์กองทัพเรือไทยกล่าว
โดยยังเสริมด้วยว่าเรือระบายพลขนาดใหญ่(LCU Landing Craft Utility) ๓ลำได้ถูกวางกำลังจาก ร.ล.อ่างทองเพื่อสนับสนุนภารกิจของกองทัพเรือไทยในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยด้วย

ฮ.ลล.๖ H145M ที่ร่วมปฏิบัติการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ฮ.H145M จำนวน ๕เครื่องที่กองทัพเรือไทยลงนามสัญญาจัดหาจากบริษัท Airbus Helicopters ในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) ซึ่งได้รับมอบเข้าประจำการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๙(2016) ตามที่เคยรายงานไป
โดยเฮลิคอปเตอร์ H145M ของกองทัพเรือไทยถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจส่งกลับทางสายแพทย์, ค้นหาและกู้ภัย(SAR: Search and Recue) และภารกิจลาดตระเวน
รัฐบาลไทยแถลงอย่างเป็นทางการว่า จากฝนที่ตกหนักตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ภาคใต้ของไทยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและดินถล่มจนมีประชาชนผู้ประสบภัยรวมอย่างน้อย ๓๗๐,๐๐๐หลังคาเรือน หรือ ๑ล้านคน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๓๐รายแล้วครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

นาวิกโยธินสหรัฐฯเริ่มนำเครื่องบินขับไล่ F-35B วางกำลังปฏิบัติการนอกประเทศครั้งแรก

USMC begins first operational overseas deployment of F-35B
An F-35B from VMFA 121, 3rd MAW, refuels in-flight while transiting the Pacific from MCAS Yuma, Arizona, to Joint Base Elmendorf-Richardson, Alaska, on 9 January, with its final destination of Iwakuni, Japan.
VMFA 121 is the first operational F-35B squadron assigned to the Fleet Marine Force, with its relocation to 1st Marine Aircraft Wing at Iwakuni. Source: US DOD
http://www.janes.com/article/66844/usmc-begins-first-operational-overseas-deployment-of-f-35b


ตามการแถลงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมาว่า
นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: United States Marine Corps) ได้เริ่มการปรับวางกำลังเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35B Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ไปยังญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการวางกำลัง ณ ที่ตั้งนอกประเทศเป็นครั้งแรก

F-35B ที่ไม่ระบุจำนวนของฝูงบินขับไล่โจมตีนาวิกโยธิน 121 (VMFA-121: Marine Fighter Attack Squadron 121) กองบินนาวิกโยธินที่3 (3rd MAW: 3rd Marine Aircraft Wing) ได้แยกตัวจากสถานีอากาศนาวิกโยธิน(MCAS: Marine Corps Air Station) Yuma ในมลรัฐ Arizona ไปยังสถานีอากาศนาวิกโยธิน MCAS Iwankuni ในญี่ปุ่นหนึ่งวันก่อนการแถลง ซึ่งเป็นการโอนย้ายนี้ดำเนินการผ่านฐานทัพร่วม Elmendorf-Richardson ในมลรัฐ Alaska
การย้ายฝูงบิน VMFA-121 จาก MCAS Yuma ไป MCAS Iwakuni ได้สร้างหลักก้าวย่างสำคัญของโครงการเครื่องบินขับไล่ F-35B ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้น 6เดือนหลังการประกาศความพร้อมปฏิบัติการขั้นต้น(IOC:  initial Operating Capability) ในเดือนกรกฎาคม 2016
VMFA-121 ได้กลายเป็นฝูงบินปฏิบัติการที่นำ F-35B เข้าประจำการฝูงแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2012 เมื่อมีการเปลี่ยนแบบอากาศยานจากเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18D Hornet มาเป็น F-35B ที่มีขีดความสามารถบินขึ้นระยะสั้นและลงจอดทางดิ่ง (STOVL: Short Take-off and Vertical Landing )

ในเดือนธันวาคม 2015 ฝูงบิน VMFA-121 ได้เข้าร่วมการฝึกซ้อมรบ Exercise Steel Knight ซึ่งเป็นเกมสงคราม(Wargame) ในการฝึกยิงกระสุนจริงบูรณาการกำลังรบทั้งทางบกและทางอากาศของปฏิบัติการทางทหารหลากหลายรูปแบบในสภาพแวดล้อมที่เข้มงวด
ในการวางกำลังของกองพลนาวิกโยธินที่1(1st Marine Division) ซึ่งเป็นกำลังรบภาคพื้นดินของกองกำลังเฉพาะกิจอากาศ-ภาคพื้นนาวิกโยธิน(MAGTF: Marine Air-Ground Task Force) ในการฝึกนั้น
F-35B ประสบความสำเร็จในการเตรียมความพร้อมให้กำลังรบภาคพื้นดินและได้เห็นว่า F-35B สามารถปฏิบัติการได้อย่าง "ดีเหลือเกิน" ตามความเห็นของนาวิกโยธินสหรัฐฯ

ขณะนี้ VMFA-121 เป็นฝูงบิน F-35B ฝูงแรกที่วางกำลังนอกประเทศ นาวิกโยธินสหรัฐฯจะดำเนินการวางกำลังปฏิบัติการทางทะเลครั้งแรกกับเรือยกพลขึ้นบกจู่โจม(LHA: Landing Helicopter Assault และ LHD: Landing Helicopter Dock)ในปี 2018
ทั้งนี้ในเดือนธันวาคม 2016 สหราชอาณาจักรยืนยันว่า F-35B นาวิกโยธินสหรับฯจะเข้าร่วมการวางกำลังรวมกับกองทัพเรืออังกฤษ(Royal Navy) และกองทัพอากาศอังกฤษ(Royal Air Force) บนเรือบรรทุกเครื่องบิน Queen Elizabeth ในปี 2021 ครับ

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

ปากีสถานเปิดเผยการทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Babur 3 จากเรือดำน้ำ

Pakistan Reveals Test of Submarine-Launched Missile
ISLAMABAD — Pakistan on Monday publicly acknowledged for the first time it had successfully tested a submarine-launched cruise missile.
http://www.defensenews.com/articles/pakistan-reveals-test-of-submarine-launched-missile


วันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมาปากีสถานได้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะว่าได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนยิงจากเรือดำน้ำเป็นครั้งแรก
ยังไมเป็นที่ชัดเจนถึงวันที่ทำการทดสอบโดยน่าจะมีการดำเนินการมาก่อนล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ตามตามแถลงการของฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองทัพปากีสถาน(ISPR: Inter-Services Public Relations) ระบุว่า
การทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Babur 3 ระยะยิง 450km มีขึ้น ณ พื้นที่ไม่เป็นที่เปิดเผยในมหาสมุทรอินเดียจากระบบฐานยิงเคลื่อนที่ใต้น้ำ ซึ่งข้อความหลังนั้นน่าจะหมายถึงเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Hashmat (Agosta 70) 2ลำ หรือชั้น Khalid (Agosta 90B) 3ลำของกองทัพเรือปากีสถานลำใดลำหนึ่ง หรืออาจจะเป็นแท่นยิงเคลื่อนย้ายได้สำหรับทดสอบใต้น้ำ

Babur 3 เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนยิงจากเรือดำน้ำที่มีพื้นฐานพัฒนาจาก Babur 2 รุ่นยิงจากฐานยิงภาคพื้นดินซึ่งมีการทดสอบไปเมื่อเดือนธันวาคม 2016 โดยมีการปรับปรุงระบบ Avionic และความแม่นยำ
คุณสมบัติของ Babur 3 มีระบบควบคุมการขับเคลื่อนใต้น้ำ และระบบนำวิถีและนำร่องขั้นก้าวหน้าประกอบด้วยระบบนำร่องดาวเทียมและระบบเทียบเคียงภูมิประเทศและฉากหลัก(TERCOM: Terrain Contour Matching)
รวมถึงอ้างว่าสามารถทำการบินเรี่ยดผิวน้ำและลัดเลาะตามภูมิประเทศเพื่อหลบหลีกการถูกตรวจจับด้วย Radar และการสกัดกั้นซึ่งเป็นคุณสมบัติของระบบป้องกันอาวุธปล่อยนำวิถีของภูมิภาคนี้ในอนาคตโดยอ้างอิงจากเทคโนโลยีที่อินเดียมี
การอ้างอิงไปยังอินเดียดังกล่าวได้สร้างการเริ่มต้นความสำเร็จในการพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีกลับด้วยอาวุธนิวเคลียร์(Second Strike) ซึ่งเป็นการแสดงยุทธศาสตร์การวัดการตอบสนองยุทธศาสตร์นิวเคลียร์และเป็นแนวทางที่จะถูกนำมาใช้กับประเทศเพื่อนบ้านของปากีสถาน

นอกจากนี้การพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Babur 3 ยังถูกยกย่องว่าเป็นก้าวต่อไป(ของปากีสถาน)ในนโยบายเสริมการป้องปรามทางนิวเคลียร์(nuclear deterrence)ขั้นต่ำที่เชื่อถือได้อีกด้วย
Mansoor Ahmed นักวิจัยจากศูนย์ Belfer เพื่อวิทยาศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโครงการนิวเคลียร์และระบบส่งของปากีสถานกล่าวว่า
Babur 3 เป็นก้าวหลักสำคัญของปากีสถานในการมีระบบส่งอาวุธนิวเคลียร์ครบทั้งสามเหล่าทัพ(nuclear triad)
"มันเป็นการพิสูจน์ถึงการลงทุนว่าปากีสถานจะไม่ตามหลังอินเดียในเส้นทางของกำลังทางเรือในด้านเรือดำน้ำนิวเคลียร์ แต่เลือกใช้แนวทางที่มีประสิทธิภาพต่อราคามากกว่าซึ่งเหมาะกับการคำนวณทางยุทธศาสตร์และขีดความสามารถ" เขากล่าว
เมื่อรวมกับสถานีการสื่อสารคลื่นความถี่ต่ำมาก(very low frequency) ที่เปิดเผยเมื่อปีที่แล้ว Ahmed เชื่อว่า กองบัญชาการกองกำลังยุทศาสตร์ทางเรือปากีสถานสามารถวางกำลังนำอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์กับเรือดำน้ำตามแบบของตนเพื่อให้มีขีดความสามารถการโจมตีกลับด้วยนิวเคลียร์ที่เชื่อถือได้

นี่ดูเหมือนว่าระบบอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนดังกล่าวถูกนำมาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบเข้ากับเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Hangor(S20P) ที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP(Air Independent Propulsion) ที่พัฒนาร่วมกับจีนโดยกำลังจะสั่งต่อที่จีน 4ลำ และในปากีสถาน 4ลำ รวม 8ลำด้วย
Ahmed ยังเน้นเพิ่มเติมอีกสองข้อว่า Babur 3 สามารถติดตั้งหัวรบแบบใดก็ได้ ด้วยความอนุเคราะห์จากโครงการผลิต Plutonium ของปากีสถานซึ่งได้เปิดการผลิตอุปกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีหลายขนาดตั้งแต่อาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Babur ถึงขีปนาวุธ Shaheen III ซึ่งมีระยะยิงครอบคลุมทุกพื้นที่ของอินเดียและนั่นคือการป้องปรามทางทะเลของปากีสถาน
นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าระบบอาวุธปล่อยนำวิถีของปากีสถานจะพึ่งพาระบบนำร่องดาวเทียม Beidou ของจีนเพื่อความแม่นยำในการกำหนดเป้าหมายด้วยครับ

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560

NORINCO จีนเปิดตัวรถหุ้มเกราะสายพานติดปืนใหญ่รถถังใหม่ ST2

NORINCO launches new tank destroyer
The ST2 tracked tank destroying vehicle is fitted with a three-person turret armed with a 105 mm rifled gun that can fire a wide range of ammunition. Source: NORINCO
http://www.janes.com/article/66778/norinco-launches-new-tank-destroyer

China North Industries Corporation หรือ NORINCO รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงรายใหญ่ของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ยานเกราะใหม่ของตนคือ
รถเกราะสายพาน ST2 Tank Destroying Vehicle(TDV) ยานเกราะพิฆาตรถถังติดปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะถูกพัฒนาขึ้นสำหรับส่งออกโดยเฉพาะมากกว่าที่จะนำเข้าประจำการในกองทัพปลดปล่อยประชาชน(PLA: People's Liberation Army)

ตัวถังรถแคร่ฐานของ ST2 TDV เป็นรถเกราะสายพานที่มีความคล้ายคลึงกับรถหุ้มเกราะสายพานลำเลียงพล NORINCO YW534 หรืออีกชื่อคือ Type 89 APC(Armoured Personnel Carrier) ที่ไม่ได้มีสายการผลิตมาหลายปีแล้ว
แต่ล้อกดสายพานของ ST2 จะมีเป็นข้างละ 6ล้อมากกว่า Type 89 ที่มีข้างละ 5ล้อ จึงเป็นไปได้ว่ารถเกราะ ST2 ที่ถูกสร้างขึ้นมาจะเป็นการคืนสภาพใหม่หรือปรับปรุงจากรถรุ่นเก่าที่มีอยู่
(Type 89 APC เป็นรถรุ่นที่พัฒนาต่อจาก รสพ.๓๐ Type 85 ที่ประจำการในกองพันทหารม้าบรรทุกยานเกราะ ที่เป็นหน่วยขึ้นตรงของ กองพลทหารม้าที่๒ รักษาพระองค์ กองทัพบกไทย)
ส่วนหน้าตัวถังรถด้านข้างมีความลาดเอียงเข้าด้านใน แต่ส่วนท้ายตัวถังรถจะเป็นแนวตั้งฉากตรงซึ่งเป็นตำแหน่งวางป้อมปืนบนวงแหวนรับขนาดใหญ่ สถานีพลขับจะอยู่ด้านหน้าชิดซ้ายและมีห้องเครื่องยนต์ติดตั้งด้านหน้าชิดขวา

ST2 TDV ใช้ป้อมปืนใหญ่แบบเหล็กกล้าเชื่อมใช้พลประจำป้อง 3นาย ติดตั้งปืนใหญ่รถถังลำกล้องเกลียวขนาด 105mm มีปลอกลดแรงถอย(muzzle brake), หม้อไล่ควัน(fume extractor) และปลอกกระจายความร้อน(thermal sleeve)
แต่ยังไม่พบว่าติดระบบอ้างอิงปากลำกล้อง(MRS: Muzzle Reference System) ซึ่งจะทำให้ปืนใหญ่รถถังสามารถปรับศูนย์(bore sight)ได้โดยที่พลประจำรถไม่ต้องลงมาจากรถ
ST2 สามารถบรรจุกระสุนปืนใหญ่รถถัง 105mm ได้ 32นัด ซึ่งน่าจะประกอบด้วยกระสุนหลายแบบเช่น กระสุนเจาะเกราะสลัดครอบแบบมีครีบทรงตัวส่องวิถี(APFSDS-T: Armour Piercing Fin Stabilised Discarding Sabot-Tracer), กระสุนระเบิดแรงสูงต่อสู้รถถัง(HEAT: High Explosive Anti Tank) และกระสุนระเบิดแตกอากาศทำลายที่มั่นแข็งแรง(bunker busting) ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาแล้ว

รวมถึง ST2 สามารถใช้กระสุนนำวิถียิงจากปากกระบอกปืนใหญ่รถถัง (GLGP: Gun Launched Guided Projectile) ซึ่ง NORINCO ทำการตลาดในชื่อ GP2
กระสุนนำวิถี GP2 มีระยะยิงไกลสุด 5,000m ติดตั้งหัวรบสองชั้น Tandem HEAT ที่อ้างว่าสามารถเจาะเกราะเหล็กกล้า RHA(Rolled Homogeneous Armour) ที่ป้องกันด้วยเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด ERA(Explosive Reactive Armour) ได้หนาถึง 650mm ครับ

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

กองทัพเรือรัสเซียยังไม่ตัดสินใจที่จะให้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP

Russian Navy undecided on submarine class to receive air-independent propulsion AIP system
AIP system on the AMUR class submarine (for illustration purpose only)
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/january-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/4775-russian-navy-undecided-on-submarine-class-to-receive-air-independent-propulsion-aip-system.html

ตามที่ผู้บัญชาการทหารเรือรัสเซีย พลเรือเอก Vladimir Korolyov กล่าวกับสื่อว่า กองทัพเรือรัสเซียยังไม่ได้ติดสินใจที่จะให้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบของตนติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP(Air-Independent Propulsion)
ทั้งเรือดำน้ำชั้น Project 667 Lada(NATO กำหนดชื่อชั้น Peterburg ตามเรือลำแรกของชั้นคือ Sankt Peterburg) และเรือดำน้ำรหัสชั้น Kalina ซึ่งเป็นเรือดำน้ำยุคที่5ของรัสเซียที่กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบพัฒนา
"เราจะทำการตัดสินใจภายหลังจากที่ระบบพลังงานขับเคลื่อนถูกพัฒนาแล้ว การพัฒนาระบบขับเคลื่อน AIP เป็นกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นเราจะพยายามลองทำให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทัพเรือเท่านั้นแต่ขึ้นกับสำนักออกแบบด้วย และเรามีความร่วมมือกันเป็นอย่างดีที่จะเริ่มต้นที่เราจะส่งมอบนี้" นายพลเรือ Korolyov เน้นย้ำ

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ากองทัพเรือรัสเซียคาดว่าระบบ AIP สำหรับเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้านั้นจะพร้อมใช้งานในปี 2021-2022
ในปลายปี 2015 Igor Vilnit ผู้อำนวยการทั่วไปสำนักออกแบบ Rubin กล่าวว่าการทดลองในทะเลของระบบขับเคลื่อน AIP มีกำหนดเริ่มในปี 2016
โดยเขายังเน้นว่าระบบขับเคลื่อน AIP นี้สามารถบูรณาการเข้ากับเรือดำน้ำชั้น Project 677 Lada ได้อย่างง่ายดาย
ทั้งรองผู้บัญชาการทหารเรือรัสเซีย พลเรือตรี Victor Bursuk เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าเรือดำน้ำชั้น Project 677 นั้นอาจจะเรือดำน้ำชั้นแรกของรัสเซียที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP

เรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบชั้น Project 677 Lada ซึ่งออกแบบโดยสำนักออกแบบ Rubin ถูกพัฒนาขึ้นเป็นเรือดำน้ำยุคที่4ของกองทัพเรือรัสเซียที่เป็นตัวเรือแบบชั้นเดียวแบบแรก ทดแทนเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 636 Varshavyanka(Improved Kilo)
อย่างไรก็ตามเรือลำแรกคือ B-585 Sankt Peterburg มีปัญหาทางเทคนิคจำนวนมากตั้งแต่เริ่มทดลองเรือในทะเลในปี 2005 และส่งมอบให้กองทัพเรือรัสเซียในปี 2010 ซึ่งต่อมาในปี 2011 กองทัพเรือรัสเซียไม่ยอมรับเรือ Sankt Peterburg เข้าประจำการ
จนถึงปี 2012 จึงได้มีการออกแบบแก้ไขปัญหาของแบบเรือใหม่และสั่งสร้างเรือเพิ่มอีก 2ลำคือ B-586 Kronshtadt และ B-587 Velikiye Luki ที่คาดว่าจะสร้างเสร็จเข้าประจำการได้ในราวปี 2019
สำนักออกแบบ Rubin ได้เสนอเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 1650 Amur สำหรับส่งออกต่างประเทศพร้อมเสนอทางเลือกเสริมในการติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP แต่จนถึงปัจจุบันนี้รัสเซียยังไม่มีลูกค้าอย่างเป็นทางการของเรือดำน้ำชั้น Amur ครับ

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560

กองทัพอากาศสหรัฐฯออกเอกสารขอข้อเสนอสำหรับอาวุธ Laser ของเครื่องบินขับไล่

USAF issues RFP for fighter aircraft laser weapon
Artist's concept of Northrop Grumman's Next-Generation Air Dominance fighter using a laser to destroy incoming missiles. Source: Northrop Grumman
http://www.janes.com/article/66748/usaf-issues-rfp-for-fighter-aircraft-laser-weapon

กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: United States Air Force) ได้ออกเอกสารขอข้อเสนอ(RFP: Request for Proposals) ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามในส่วนระบบป้องกันตนเอง Laser สำหรับอากาศยานรบทางยุทธวิธี
เอกสารขอข้อเสนอที่ออกโดยห้องวิจัยพัฒนากองทัพอากาศ, คณะกรรมการพลังงานตรง, แผนก Laser(AFRL/RDL: Air Force Research Laboratory, Directed Energy Directorate, Laser Division) บน Website Federal Business Opportunities (FedBizOpps) วันที่ 5 มกราคมนั้น
เป็นการค้นหาข้อเสนอวิจัยสำหรับการนำเข้าประจำการของโครงการ Laser Advancements for Next-generation Compact Environments(LANCE) ซึ่งเป็นการบูรณาการนำอาวุธ Laser ป้องกันตนเองติดตั้งกับอากาศยานขนาดเครื่องบินขับไล่ในปัจจุบันและอนาคต

"วัตถุประสงค์ของโครงการ LANCE คือการดำเนินการวิจัยและพัฒนากิจกรรมที่จำเป็นในการออกแบบ, ประดิษฐ์, และส่งมอบความน่าเชื่อถือ ของอาวุธ Laser พลังงานสูงที่ทนทาน(ด้วยคุณภาพลำแสงที่ยอดเยี่ยม และมีขนาดกะทัดรัด)
เพื่อบูรณาการเข้ากับโครงสร้างการผสานรวมอากาศพลศาสตร์สำหรับใช้ระหว่างการทดสอบการบินบนอากาศยานทางยุทธวิธีสำหรับการวิจัยระบบป้องกันตนเองขั้นที่สอง
ของโครงการ Self-protect High Energy Laser Demonstrator(SHiELD) Advanced Technology Demonstration(ATD)" เอกสารชักชวนกล่าว

ในขั้นนี้ AFRL/RDL กำลังค้นหาแนวทางด้านนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาของวิทยาการ Laser ล้ำยุคขั้นก้าวหน้า เพื่อสาธิตสมรรถนะ และการประเมินอุปกรณ์ปฏิบัติการที่กะทัดรัด, ทนทาน
ของอาวุธ Laser พลังงานสูงในทุกรูปทรงของภัยคุกคามที่เป็นไปได้ที่เข้ามาบนอากาศยานรบทางยุทธวิธีที่ทำการบินในย่านเข้าใกล้ความเร็วเสียงจนถึงความเป็นไปได้ในย่านความเร็วเหนือเสียง
ขอบเขตของการวิจัยและพัฒนาได้รวมการวิจัย, ออกแแบบ, ประดิษฐ์, และเอกสารของระบบย่อย Laser ที่ติดเข้ากับขนาดที่ต้องการและมวลที่จำกัดของโครงสร้างการผสานรวมอากาศพลศาสตร์ของ SHiELD
Laser จะถูกบรรจุเข้ากับกระเปาะที่ทำการบินในย่านความเร็วเหนือเสียงเมื่อติดตั้งอากาศยานได้ ที่จะพัฒนาภายใต้สัญญาชื่อ Laser Pod Research and Development(LPRD)

ตามที่บันทึกโดย AFRL/RDL รัฐบาลสหรัฐฯได้คาดการณ์ความพยายามเพื่อเข้าใกล้สองขั้นตอนสำหรับโครงการ SHiELD ATD
ขั้นแรกประกอบด้วยการทดสอบพลังานต่ำและการสาธิตสมรรถนะของระบบย่อยการควบคุมลำแสง(BCS: Beam Control Subsystem) และระบบย่อยสนับสนุน Laser อื่นๆในย่านความเร็วเข้าใกล้เสียง
และการเก็บข้อมูลผลกระทบด้านอากาศพลศาสตร์ภายใต้สภาวะการบินย่านความเร็วเหนือเสียงสำหรับประสิทธิผลของ Laser ต่อเป้าหมายครับ